“ความวัว” ในที่นี้คือ บุหรี่มวน “ความควาย” ในที่นี้คือ บุหรี่ไฟฟ้า ผมให้ดูว่า การทำงานรณรงค์ควบคุมยาสูบ 40 ปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง ส่งผลให้จำนวนคนสูบบุหรี่ ไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนคนสูบบุหรี่ที่มีในการสำรวจปี 2564 น้อยกว่าจำนวนที่ควรจะมี 8.34 ล้านคน
ผลจากจำนวนคนสูบบุหรี่ ที่ไม่เพิ่มขึ้น ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น (อินโฟ) 40 ปีก่อน เรามีคนสูบบุหรี่ 1 คน ต่อ ผู้คนที่ไม่สูบบุหรี่ 2 คน ตอนนี้ เรามีคนสูบบุหรี่ 1 คน ต่อคนที่ไม่สูบบุหรี่ 5 คน ตามสถิติครึ่งหนึ่งของคนที่เลิกสูบไม่ได้ จะป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลา จากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ อายุสั้นลงคนละ 10 ปี

เราทุกฝ่ายได้ใช้ความพยายามในการลดจำนวนคนเจ็บป่วยและตายก่อนเวลาจากการสูบบุหรี่ด้วยความยากลำบาก ต่อสู้กับอำนาจการเสพติดที่รุนแรงของนิโคติน และต่อสู้กับอิทธิพลของบริษัทบุหรี่ ที่คัดค้าน แทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของรัฐบาลไทย เราจึงไม่ต้องการบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีอำนาจ “เสพติดรุนแรงกว่าบุหรี่มวน” มามอมเมาสังคมไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน มาทำให้การเสพติดนิโคตินของคนไทยกลับเพิ่มขึ้นใหม่ ทำให้การขจัดการเสพติดนิโคตินของคนไทย ยืดเยื้อออกไปอีก
บุหรี่ไฟฟ้าหลักฐานยังไม่ชัดเจนว่า มีประโยชน์ในผู้ใหญ่ที่เปลี่ยนจากสูบบุหรี่มวนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่มีโทษ/อันตรายเต็มๆ ในเด็กและเยาวชนที่ไม่สูบบุหรี่ ที่เข้ามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่ออายุน้อยๆ อย่างที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่นหญิง และหลักฐานมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า จะนำให้เด็กและเยาวชนไปสู่ยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่นๆ ประโยชน์ที่ยังไม่ชัดเจนของบุหรี่ไฟฟ้าในคนที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว เทียบไม่ได้เลยกับผลเสียที่มีกับเด็กและเยาวชนที่เข้ามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่มีประโยชน์ใดๆเลยต่อการสาธารณสุขของประเทศไทย
ผมจึงขอเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมรณรงค์ “คนไทยไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” อย่าให้ “ความควาย” เข้ามาแทรก “ความวัว”
ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



