ทั้งนี้ แม้ยุคนี้ก็ยังคงมีชาวพุทธไทยจำนวนไม่น้อยเข้าวัดทำบุญทำกุศล โดยเฉพาะในวาระในโอกาสสำคัญ ๆ ทางพุทธศาสนา แต่เทียบกับยุคอดีตแล้ว…ก็ชัดเจนว่าเข้าวัดกันน้อยกว่า และที่สำคัญ “เข้าวัดกันน้อยลงเรื่อย ๆ”

กรณีนี้ “ชาวพุทธยุคใหม่ถูกพุ่งเป้า”

นัยว่า “ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องธรรมะ”

แต่ก็ “มีปุจฉาวงการสงฆ์ก็มีส่วน??”

เกี่ยวกับการที่มีหลายคน “ตั้งข้อสังเกต” ว่า…ยุคนี้ดูเหมือน “คนถอยห่างจากวัดมากขึ้น” และโดยเฉพาะช่วง “หลังมีกรณีผ้าเหลืองฉาวครึกโครม” เป็นกระแสเกิดขึ้นถี่ ๆ… เรื่องนี้ทาง พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ท่านออกมาฝากถึงชาวพุทธไทยไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประมาณว่า… อย่าพูดว่าพระไม่ดีและจะเลิกทำบุญเลิกนับถือศาสนา อย่าให้ความเลวของคนไม่กี่คนมาทำลายโอกาสที่จะทำบุญ ซึ่งใครจะชั่วจะเลวก็เรื่องของเขา ดั่งคำที่ว่า “กัมมุนา วัตตติ โลโก…สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” …นี่เป็นหลักใหญ่ใจความที่ทางพระพยอมท่านออกมาระบุไว้

หลังเกิดกรณี“พระพัวพันสีกา” อื้ออึง

และ “สั่นคลอนวงการพุทธศาสนา!!”

ทั้งนี้ เกี่ยวกับกรณี “ชาวพุทธไทยถอยห่างจากวัดมากขึ้นเรื่อย ๆ” นั้น… กับกรณีนี้ทาง พระพยอม กัลยาโณ ท่านก็เคยสะท้อนผ่านทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… เรื่องนี้คือ “ปัญหาใหญ่มาก” เพราะหลัง ๆ พบว่า “วัดกำลังจะร้างแต่ตะรางกำลังเจริญ” เพราะ “วัดโล่งแต่ไปแน่นในคุกแทน” …นี่เป็นใจความสำคัญบางส่วนที่เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วท่านเคยระบุไว้เมื่อนานมาแล้ว…ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ยัง “ชวนคิด” โดยชวนคิดนี่ก็มิใช่เพื่อวัด-เพื่อพระ แต่ “เพื่อสังคมไทย” จากการที่…

สภาพของสังคมไทย” ในเวลานี้

มี “วินาศนาการทางศีลธรรมเพิ่มขึ้น”

ทาง พระพยอม ท่านยังได้เคยระบุผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้อีกบางช่วงบางตอนว่า… ในอดีตนั้น แม้แต่การไถนา ถ้าเป็นวันพระคนก็จะหยุดไถนา…เพื่อให้วัวควายได้พักบ้าง ส่วนคนเองก็จะไปเข้าวัดทำบุญ แต่… ปัจจุบันแม้แต่วันพระใหญ่ก็ยังเกิดเหตุฆ่าคน”นี่สะท้อนชัดว่า “ผู้คนห่างวัดผู้คนห่างศาสนา” จากเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น… เพราะสภาวะสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี หรือเพราะผลลบที่แทรกอยู่กับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ที่ก่อผลกระทบเป็นลูกโซ่

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ “วัดพระ” ก็เป็น “อีกปัจจัยที่ทำให้ผู้คนห่างจากวัดห่างจากศาสนา” จากการที่มีกรณี “ผ้าเหลืองฉาว” ครึกโครม ซึ่ง มีทั้งที่เกี่ยวกับเงินทอง มีทั้งที่เกี่ยวกับผู้หญิง…นี่ก็ “ส่งผลให้หลายคนถอยห่างจากวัด”

นอกจาก “มุมชวนคิด” จากที่ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ ท่านสะท้อนไว้เกี่ยวกับ “สาเหตุทำให้ชาวพุทธไทยห่างวัดมากขึ้น” แล้ว… กับเรื่องนี้กรณีนี้ก็ยังมี “คติชวนคิด” จากที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (.. ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ท่านได้ให้คติแก่ชาวพุทธไว้ ซึ่งท่านเคยระบุถึง “วัด” ไว้ชวนคิด ใจความบางช่วงบางตอนมีว่า…

แต่ก่อนนี้ วัดแต่ละวัดเป็นวัดของชาวบ้าน เป็นวัดของหมู่บ้าน วัดนี้ชื่อนี้ เป็นวัดของเรา มีความผูกพันกัน มีความสำคัญต่อชีวิตของเขา แต่ในปัจจุบันนี้วัดกับบ้านมันจะแยกกันแล้ว โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ที่เขาไม่ค่อยได้ไปวัดนั้น เพราะเขาไม่รู้สึกสัมพันธ์กับวัด หรือที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่ารู้สึกแปลกแยก…”

นี่เป็นโจทย์…ทำยังไงจึงฟื้นเรื่องนี้ได้?”

โดย “ถ้าฟื้นไม่ได้คนก็ยิ่งห่างจากวัด!!”

ทาง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (.. ปยุตฺโต) ท่านยังเคยระบุถึง “พุทธศาสนาในไทยยุคนี้” ไว้ว่า… ใกล้จะเหมือนน้ำที่เหลือแต่ขวดเปล่า” …ซึ่ง “ขวด” ก็คือประเพณี พิธีกรรม ยังอยู่ แต่เนื้อในที่เป็น “ธรรมะ” นั้นแทบจะหายหมดไป เพราะฉะนั้นที่สำคัญมาก ๆ คือ ทุกคนต้องช่วยกันเอาน้ำใส่ขวดให้ได้ซึ่งพันธกิจนี้เกี่ยวทั้งฆราวาสทั้งพระ

ทั้งนี้ เทศกาลงานบุญใหญ่ “วันอาสาฬหบูชาวันเข้าพรรษา” เพิ่งผ่านพ้น โดยวันอาสาฬหบูชาเป็นอีกวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นวันซึ่ง พระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก เป็นจุดเริ่มต้นพุทธศาสนา ส่วนวันเข้าพรรษาเป็นวันเริ่มช่วงเวลาที่พระสงฆ์เริ่มจำพรรษาในวัดโดยปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ซึ่งหลังเทศกาลงานบุญใหญ่มีขึ้นในช่วงที่วงการพุทธสั่นคลอน ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มนำเสนอย้ำกรณี “สาเหตุที่ชาวพุทธไทยห่างวัดมากขึ้น” และ “พุทธศาสนาในไทยใกล้เหมือนขวดน้ำที่เหลือแต่ขวดเปล่า” ก็ด้วยหวังว่าชาวพุทธไทยทุกฝ่ายจะตระหนักถึงการร่วมกันแก้ไขปัญหาที่น่าวิตก “ฟื้นฟูให้สังคมชาวพุธไทยไม่ห่างไกลวัดไม่ห่างไกลธรรม” โดยพันธกิจนี้ “ฆราวาส” เป็น “กำลังสำคัญฝ่ายหนึ่ง” ในขณะที่…

วัดพระ” ก็เป็น “กำลังสำคัญอีกฝ่าย”

เป็น “ฝ่ายที่ยิ่งต้องตั้งมั่นโดยธรรม”

ที่ “ต้องใส่ใจขจัดเหลือบผ้าเหลือง!!”.