และเรื่องต่อมาคือ “ศึกนารีพิฆาตเทพ” ซึ่งคาดว่าในส่วนของข่าวอาชญากรรม เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี นารีคนเดียวสึกพระระดับสูงไปหลายคน ยังไม่รู้จะโทษใครดีระหว่างผู้หญิงกับพระ และขณะนี้ก็มีข่าวว่า “ยังไม่หยุด” คือจะมีหน้าใหม่ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับสีกากอล์ฟออกมาอีกเรื่อยๆ อาจต้องรอดูผลการสอบของ “บิ๊กเต่า”พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ( บช.ก.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แกะรอยจากแปดหมื่นรูปที่สีกาถ่ายไว้ ซึ่งไม่ทราบว่า ถ่ายเข้าไปได้อย่างไรเยอะขนาดนั้น และจะถ่ายเอาอะไร อาจรักล้นใจถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ทั้งที่น่าจะรู้ว่า พระสงฆ์มีรูปแบบหลุดนี้ออกมาล่ะ“ชิหัย”กันหมด

มี“ชาวพุทธที่ไม่รู้จะลงที่ใคร”โวยหนัก ว่ามันเสื่อมโน่นเสื่อมนี่ แต่โยมก็ควรรู้ว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง และคนเราคาดหวังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม วัตรปฏิบัติอันชอบจากพระ เมื่อทำตัวออกนอกลู่นอกทาง ก็ควรจะสึกออกไปทำมาหากินเสีย ( หรือพระบางคนก็ไม่ต้องทำมาหากิน สมัยอยู่วัดเก็บเงินบริจาคส่วนตัวเรื่อยๆ สึกออกไปก็มีเป็นล้าน ) ชาวพุทธผู้เดือดร้อนรำคาญใจโบ้ยให้เจ้าคุณอาชว์ หรืออดีตพระเทพวชิรปาโมกข์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพฯ ซึ่งชิงสึกคนแรก ทำให้เรื่องสีกากอล์ฟเผยออกมาแบบยังกะหนังคืนบาปพรหมพิราม คือ จิ้มไปตรงไหนโดนคนร้ายหมด..

กรณีสีกากอล์ฟ มีผู้เชื่อว่า“มันต้องมีเครือข่าย” หมายความว่าอย่างไร ? พอให้อธิบาย รายนี้ก็มีทฤษฎีว่า “เนี่ย พระระดับเดียวกันน่าจะต้องมีคอนเนคชั่นถึงกัน แบบไลน์กลุ่มอะไรเงี้ย แล้วก็บอกว่า สีกาคนนี้กินได้ๆ ส่งเวียนกันไปมา ใครอยากได้ก็บอกให้สีกาไปหา” คือเชื่ออย่างนั้นเป็นตุเป็นตะ แต่นาทีนี้เรียกว่า“คดียังฝุ่นตลบ” คือจะมีพระเสียทีสีกากอล์ฟอีกกี่คนก็ไม่แน่ชัด ยังไม่ได้สืบสาวไปถึงขั้นว่า มีเครือข่ายหรือไม่อย่างไร เขาก็มีสิทธิจินตนาการไว้ก่อน เพราะมันก็น่าแปลกที่พระระดับสูง“มีปัญหา”กับสีการายเดียวกัน มีโอกาสมีอะไรเชื่อมโยงกัน

ข่าวที่ว่ามายังไม่คลี่คลาย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องถ้าสหรัฐอเมริกาไม่ลดอัตราภาษีตอบโต้แล้ว เราจะกันเงินส่วนไหนมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ ขณะที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท ก็ถูกผันไปเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นแทนการแจกเงินหมื่น เหมือนว่า ในรัฐบาลก่อนมักจะจัดงบพวกขุดบ่อ ทำถนนอะไรพวกนี้ กระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน แล้วก็มีปัญหาเรื่องค่ารับเหมาก่อสร้างแพง ผู้รับเหมาเช่าช่วงต่อ แล้วทิ้งงาน ฯลฯ บางจังหวัดคือทำถนนขุดบ่ออยู่ไม่รู้แล้ว    

เพราะกระแสจากเรื่องภาษีตอบโต้และอื่นๆ  ทำให้ไม่ทราบว่า โครงการที่อนุมัติไปก่อน“นายกฯอิ๊งค์”แพทองธาร ชินวัตร ถูกพักปฏิบัติหน้าที่ เบิกจ่ายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน เห็นว่า อาจทบทวนเรื่องเงินกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ถ้าผลการเจรจาภาษีฯ ไม่เป็นคุณกับไทย การทบทวนงบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือ ในช่วง “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ก็ได้ทำหนังสือถึงกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ( สถ.) ในส่วนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ทบทวนงบที่ท้องถิ่นขอก่อน ซึ่งมันก็มีข่าวออกมาแค่นั้น ไม่ทราบว่าจะต้องทบทวนอะไรอย่างไร

ท้องถิ่นมีรายได้มาจากเงินที่รัฐสนับสนุนส่วนหนึ่ง การจัดเก็บรายได้เข้าท้องถิ่นเองในรูปแบบภาษีบางอย่าง บางท้องถิ่นจัดเก็บได้มาก ก็มีเงินทำโครงการมาก หรือมีเงินเก็บที่นำมาใช้ได้ตอนจำเป็น อย่างตอนช่วงโควิดระบาด “บิ๊กแจ๊ส”พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ขณะนั้นเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี ก็ควักเงินเก็บท้องถิ่นมาซื้อวัคซีน อย่างไรก็ตาม การจะใช้งบอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการเขียนหลักการและเหตุผลเพื่อแปรงบประมาณ ( บางครั้งอาจเป็นหลักกลและเหตุผลาญ ) อาจมีซื้ออะไรแปลกๆ ที่อ้างยกเลิกสัญญาไม่ได้เดี๋ยวเอกชนฟ้อง  

ในช่วงใกล้ๆ กับการที่ให้ทบทวนขณะเดียวกัน สำนักงบประมาณก็เพิ่งทำหนังสือเรียกคืนงบภัยแล้งปี 68 ให้ไปทบทวนโครงการก่อน อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเหมาะสมและจำเป็นของโครงการ และแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน

การใช้งบจะถูกต้องหรือไม่ อย่างไร เราก็ตอบยาก ฟันธงไม่ได้ เพราะต้องให้โอกาส“คดีถึงที่สุด”แล้วค่อยสรุป  แต่กลไกองค์กรอิสระที่ตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น ป.ป.ช. ก็ทำตัวลึกลับเหลือเกิน ที่ไม่ค่อยแถลงถึงความคืบหน้าคดี ไม่พูดอะไร เข้าใจว่า บางเรื่องเป็นชั้นความลับ แต่บางเรื่องถ้าเปิดเผยมาเพื่อให้ประชาชนทราบระยะเวลาของคดี หรือเปิดเผยมาให้เห็นลักษณะโมเดลของการโกงกิน มันจะเป็นประโยชน์ซะกว่า ซึ่งก็อยากฝากไปยังคณะทำงาน เลขาธิการ หรือโฆษก ป.ป.ช. ด้วยว่า ข่าวปราบโกงควรโหมประโคมเยอะๆ ให้เห็นว่า การปราบโกงเมืองไทยเข้มงวด

เห็น ป.ป.ช.เคยมีนโยบายทำสื่อเกี่ยวกับการปราบโกง เลยนึกถึงหนังเรื่อง“ห่าก้อม”ที่พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง กำกับ และยืนโรงอยู่ได้สักพักหนึ่ง ซึ่งบางคนอาจคิดว่าหนังเรื่องนี้มันอารมณ์ประมาณ“ธี่หยด” หรือหนังไล่ฆ่าผีมันส์ ๆ แต่ห่าก้อมมันเป็นหนังที่มุ่งตีแผ่ด้านมืดในจิตใจของมนุษย์มากกว่า 

ห่าก้อม คือปอบชั้นนางพญา ซึ่งมีฤทธิ์ร้ายแรงที่สุด ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เล่าลือว่า หญิงแก่ลึกลับ“ยายพร”เป็นห่าก้อม คนที่มีความหลังฝังใจกับยายพรคือ“แบงค์”ซึ่งเขาเชื่อว่า “ยายพรคือปอบที่กินพ่อเขาถึงแก่ความตาย” หลายปีต่อมา แบงค์กลับมาบ้านอีกครั้ง เพราะมีเพื่อนเสียชีวิตปริศนา เพื่อนคนนั้นคือสามีของ“เมย์”แฟนเก่าของกอล์ฟ ในงานศพ แบงค์ได้เจอเพื่อนเก่าคือ“วิเชียร” ซึ่งได้ดิบได้ดีเป็นผู้บริหารท้องถิ่นไปแล้ว ในงานนั้นเอง เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ทำให้เมย์ช็อค และแบงค์ดันสังเกตเห็นว่า ยายพรอยู่ในงานด้วย แต่หญิงลึกลับได้วิ่งหนีไป

จากนั้น เหตุการณ์ในหมู่บ้านก็เกินควบคุม เมื่อเริ่มมีคนทยอยตายแบบแปลกประหลาด บางคนตับไตไส้พุงหายไป แบงค์เชื่อว่า เป็นฝีมือยายพรที่กลับมาอาละวาดอีกครั้ง จึงขอให้วิเชียรจ้างหมอผีมาจัดการกับปอบห่าก้อม แต่หลังจากนั้น วิเชียรได้พบความจริงที่น่าช็อคบางอย่าง เกี่ยวกับครอบครัวและเกี่ยวกับหมู่บ้านที่เขาอยู่

โดยภาพรวม ห่าก้อมเป็นหนังที่มีความกล้าหาญระดับหนึ่ง คือ การเสียดสีเจ้าหน้าที่ด้านปกครองของรัฐ ซึ่งไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหนอยากทำ สมัยก่อนทหาร ตำรวจนี่ ถ้าพูดถึงความเทาๆ ในวงการแตะไม่ได้เลย หรือกระทั่งพระสงฆ์ยิ่งละเอียดอ่อน ( หรือดัดจริตก็ไม่ทราบ) เสนอภาพในเชิงไม่ดีไม่ได้ อย่างหนังเรื่องอาบัติ ก็มีคนพุทธหัวใจเปราะบางบอกให้เปลี่ยนชื่อ รับไม่ได้ หนังเรื่อง แสงสหัสวรรษ ของผู้กำกับอภิชาตพงศ์ มีฉากพระเล่นกีตาร์ก็จะให้หั่นออก เรื่องนาคปรกเกี่ยวกับโจรที่ซ่อนเงินไว้ในวัด เลยต้องบวชเพื่อไปเอาเงินคืน ก็โดนแบนแต๊ดแต๋อยู่หลายปี ..ซึ่งไม่รู้ว่า ตอนนี้พอมีข่าวพระกะสีกาติดๆ กัน ให้เห็นว่า“พระก็คน” ความอ่อนไหวเกี่ยวกับพระจะลดลงหรือเปล่า

ห่าก้อม ความหมายโดยตรงคือปอบ ตามความเชื่อท้องถิ่น ปอบเข้าใคร มันจะกัดกินเครื่องในเจ้าของร่างจนหมด แล้วอาศัยร่างนั้นไปหากินต่อ ปอบมันไม่ได้กินทีเดียวแต่ค่อยๆ กิน ค่อยๆ กัดกร่อนให้เจ้าของร่างตายช้าๆ สมัยก่อนมีความเชื่อว่า ปอบเข้าสามเดือน เจ้าของร่างจะไม่เหลืออวัยวะอะไรเลย…ความที่มีลักษณะดราม่าจ๋า ทำให้คิดว่า ห่าก้อมอยากจะเล่นประเด็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่กัดกร่อนสังคมไทย ใครเข้าไปอยู่ในระบบที่สามารถรับงบประมาณได้ ก็เกิดความโลภ  แต่ปัญหาคือ “ไม่รู้เพราะอะไรถึงใส่ได้ไม่สุด” เหมือนผู้กำกับกั๊กๆ ไม่อยากให้มีปัญหา

หนังไปถึงแค่ว่า ตัววิเชียรที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นพวกประเภทหน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าเหมือนเป็นคนดี แต่ลับหลังเป็นคนอำมหิต ใช้ความเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นผันเงินซื้อของที่ไม่จำเป็น อย่างเสาไฟฟ้า น่าจะเพราะได้ส่วนต่างจัดซื้อจัดจ้าง ( ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีก่อน มีข่าวเล่นกันโครมครามเรื่องท้องถิ่นเอาเงินไปซื้อเสาไฟฟ้า แบบสำนักข่าวบางแห่งเทียบให้ดูเลยว่า ของจังหวัดไหนวิจิตรพิสดารกว่ากัน ) มันน่าเสียดายที่เหมือนหนังไม่ยอมไปถึงขั้นเห็นภาพว่า “คนเราเข้าหาอำนาจแม้จะรู้ว่ามันนำไปสู่เรื่องเทาๆ” และควรนำเสนอภาพว่า “ผลจากการทุจริตทำให้เกิดปัญหาอะไร”

มีคนใต้รายหนึ่ง บอกว่า จะอินปนฮากับห่าก้อมกว่านี้ ถ้านำเสนอเรื่องถนนพันปี ที่สร้างไม่เสร็จสักที ขุดกันทุกปี  เขาบอกว่า ที่ใต้มีเยอะ ( จริงๆ ก็น่าจะเยอะทุกภาคนะ ) น่าจะให้ตาวิเชียรซึ่งรับบทองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องตายหรือพิการเพราะถนนอีที่ตัวเองผลาญงบขุดไว้บ้าง..นอกจากนี้ยังมีพวกอาคารที่เทงบสร้างไป แต่ต่อมาปล่อยร้าง ก็น่าจะพลอตให้ปอบใช้อาคารนั้นเป็นที่สิงสู่ ..ไหนๆ ก็มีโอกาสพูดถึงการใช้งบหลวงฟุ่มเฟือยแล้วก็น่าจะเล่นให้เจ็บแสบไปเลย อาทิการเอาเครือญาติมารับงาน หรือแซวกันเองเรื่องกินหินกินปูน ให้รู้ว่า “พอมีอำนาจใช้เงินแล้วเขาไม่แคร์อะไรหรอก”

ภาพยนตร์เป็นซอฟต์พาวเวอร์รูปแบบหนึ่ง ถ้าทำให้พลอตสนุกๆ คนสนใจ ก็เหมือนได้ตีแผ่ปัญหาในน้ำเสียงที่มากกว่าการบอกกล่าวอย่างเรียบเรื่อย แต่อาจแฝงความตลกร้าย เย้ยหยัน หรือความเศร้าได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ห่าก้อมสะท้อน คือ “การถูกทำให้เป็นคนนอก” ในสังคมไทย “มนุษย์บางอัตลักษณ์”ถูกทำให้เป็นกลุ่มที่น่ากลัวเพราะความแตกต่าง อย่างเช่น กลุ่มต่างด้าว กลุ่มผู้อยู่กับเชื้อ HIV กลุ่มอยู่ระหว่างการบำบัดยาเสพติด กลุ่มที่ยึดความเชื่อหรือศาสนาที่ต่าง กลุ่มความเห็นต่าง  สิ่งที่แสดงออกของคนเราคือ “การใช้ศีลธรรมหมู่”หรือคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วในการใช้ความเกลียดชังหรือความรุนแรงจัดการ เหมือนกับตัวยายพรในเรื่อง กลายเป็นคนนอกสังคมเพราะถูกเชื่อว่าเป็นปอบ.. ในขณะเดียวกัน การชี้หน้าด่าคนอื่นว่า “แตกต่างและอันตราย” …เราต่างเคยกลับมาเพ่งพิศตัวเองและพวกเดียวกันมากน้อยแค่ไหน ว่า “เราควรมีบทบาท มีอำนาจตัดสินใครแล้วหรือ”

กุณกนิช คุ้มครอง ที่เล่นเป็นยายพร เคยได้ตุ๊กตาทองจากการเล่นละครเรื่อง “คำพิพากษา”ของชาติ กอบจิตติ ซึ่งคาดว่าหลายคนคงจะรู้พลอต เป็นเรื่องของปากคนที่ทำลายชีวิตคนอื่นจนถึงแก่ความตายได้ น่าสนใจที่กุณกนิชกลับมาเล่นในหนังเรื่องห่าก้อมที่มีแนวคิดเดียวกัน“สังคมถูกชี้นำด้วยปาก”

ยายพรถูกกีดกันออกจากสังคมเพราะเหตุแห่งความกลัว เพราะเหตุแห่ง“ความไม่รู้” ในขณะเดียวกัน บางคนในหมู่บ้านก็มีความลับที่ดำมืด เกี่ยวกับ“สิ่งที่เขากระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน” หนังเหมือนจะเย้ยหยันว่า “ไอ้อีที่ไปชี้หน้าคนอื่น ประเมินเขาด้วยศีลธรรม เอาจริงในกมลสันดานลึกๆ หรือการกระทำในที่ลับ มันเน่าเฟะยิ่งกว่าคนที่โดนด่าเยอะ”

ห่าก้อม เป็นหนังเสียดสีสังคมเล่าด้วยน้ำเสียงสยองขวัญและไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งน่าเสียดายที่น่าจะขยี้หนักๆ กว่านี้.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่