ทั้งนี้ พฤติกรรม “แรง!!” ที่ปรากฏในโลกออนไลน์ หลาย ๆ กรณีทำให้เกิด “ปุจฉา” ประมาณว่า “ทำไมคนในโลกออนไลน์นับวันจะใจร้ายมากขึ้น??”โดยปุจฉาเรื่องนี้กรณีนี้ กรณี “ทัวร์ลง” ที่ถึงขั้นเป็น “ปรากฏการณ์ออนไลน์” นั้น กรณีนี้ก็มี “วิสัชนา” ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่นับวันเรื่องนี้กรณีนี้ดูจะ “รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ”…

ก็น่าจะพลิกแฟ้มพินิจพิจารณากันอีก

ในโลกออนไลน์ใจร้ายต่อผู้อื่นกันง่าย

ปุจฉา ทำไมใจร้ายกันง่ายกันมาก?”

เกี่ยวกับ “วิสัชนา” ซึ่งอธิบายกรณี“ทัวร์ลง”ในระดับที่ “ถึงขั้นใจร้ายออนไลน์”ที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เกิดอื้ออึงโดยเกี่ยวโยงกับคนดัง คนมีชื่อเสียง อย่างน้อยก็ 2-3 รายนั้น เรื่องแบบนี้กรณีแบบนี้ก็น่า พินิจพิจารณากันในทางจิตวิทยา” โดยในภาพรวม ๆ กรณี “ใจร้ายในโลกออนไลน์” ที่ปรากฏเพิ่มขึ้น-แรงขึ้นในยุคนี้ ทาง รวิตา ระย้านิล นักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้แง่มุมน่าพินิจไว้ผ่านทาง www.psy.chula.ac.th ผ่านบทความ “ในโลกออนไลน์ทำไมเราถึงใจร้ายกับคนไม่รู้จัก?”ซึ่งก็เป็นวิสัชนาปรากฏการณ์ “รุมวิพากษ์วิจารณ์” ในโลกออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า “ทัวร์ลง”

ทั้งนี้ ทางนักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ผ่านบทความ โดยสรุปนั้นมีว่า… ปรากฏการณ์ รุมวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย นั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าแปลกใจ อย่างไรก็ตาม แต่มองในภาพรวม ๆ กรณีทั่ว ๆ ไปไม่เฉพาะเจาะจงใคร ในคณะทัวร์ที่รุมวิพากษ์ผู้อื่นนั้น “นับวันดูจะมีรายที่ชวนสะกิดใจหรือทำให้เกิดคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ” ประมาณว่า… แรงเกินเหตุไปหรือเปล่า??” หรือ “ใจร้ายเกินไปหรือไม่??”

นักจิตวิทยาท่านดังกล่าวระบุไว้ว่า… คนท่องโลกออนไลน์ ก็น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า…คนยุคนี้มักพูดจาหรือพิมพ์ถึงกันโดยรักษาน้ำใจน้อยลง ซึ่งต่างจากเวลาสนทนาแบบเจอหน้ากัน ที่โดยทั่วไปจะพยายามรักษามารยาท หรือเกรงใจเวลาที่จะพูดอะไร โดยเฉพาะกับคนไม่รู้จัก แต่… ในโลกออนไลน์ดูจะต่างจากโลกจริง โดยในโลกออนไลน์มักจะใจร้ายกันง่าย!!”

กับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ สิ่งที่ “น่าพินิจพิจารณา” กันคือ…มีการ “ใช้ถ้อยคำร้ายแรงเชือดเฉือน หรือตัดสินว่าผิดกันอย่างง่าย ๆ ก่อนที่จะทราบข้อมูลจริง” ทั้งที่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีกฎหมายหมิ่นประมาท และก็เกิดกรณีตัวอย่างอยู่เรื่อย ๆ ทว่าก็ไม่สามารถหยุดยั้งการ “ทำร้ายด้วยถ้อยคำในโลกออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย” ได้ ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่ง อาจมีปัจจัยจาก “ความเป็นนิรนาม (anonymity)”ในโลกออนไลน์ ที่เอื้อต่อการ “กระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าว” ทางไซเบอร์ โดยปัจจัยดังกล่าวนี้ทำให้กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ซึ่งหลายคนก็ทำโดยซ่อนตัวตนอยู่ใต้ชื่อหรือรูปภาพอื่น

รวิตา ระย้านิล นักจิตวิทยาระบุไว้ผ่านบทความอีกว่า… มีงานทดลองบางชิ้นที่พยายามหาคำตอบว่าคนเราจะเชื่อฟังผู้มีอำนาจถึงขั้นทำร้ายคนอื่นได้มากแค่ไหน? ที่มีผลทดลองพบว่า…การแยกเหยื่อไว้อีกห้อง โดย “มองไม่เห็นกัน” รับรู้ได้เพียงเสียงร้องหรือเสียงที่เงียบไปของเหยื่อ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมัก “เพิ่มระดับการทำร้ายมากกว่าในยามปกติ” โดยผลทดลองนี้ก็สะท้อนว่าการ “ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในร้อยพันข้อความโจมตี” เป็นปัจจัยที่ “เอื้อให้เกิดการยกระดับความก้าวร้าวเพิ่มขึ้น” ซึ่งยิ่งมีแอคเคาท์แสดงข้อความทางลบมากเท่าไหร่ ข้อความรุนแรงก็ยิ่งปรากฏเพิ่มขึ้น!!…

เมื่อมีตัวเปิด และมีคนตามจำนวนมาก ความรับผิดชอบต่อถ้อยคำทางลบก็จะยิ่งหารกัน ทำให้การยับยั้งไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลก็มีน้อยลง” …นี่เป็น “ทฤษฎีกระจายความรับผิดชอบ (diffusion of responsibility)” ที่มีการหยิบยกมาอธิบาย “ปรากฏการณ์ทัวร์ลงถึงขั้นใจร้าย” ที่เป็น “ปัจจัยกระตุ้นให้หลายคนร้ายตามกระแส” ได้โดยง่าย

และทางนักจิตวิทยาท่านเดิมยังระบุไว้ต่อไปว่า… โลกออนไลน์” ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดที่ทำให้ผู้คน “มีอิสระในการเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ง่าย” จุดเด่นนี้ก็กลายเป็น “ดาบ 2 คม” เป็น “ความท้าทายในสังคมยุคใหม่”ว่า… จะใช้อิสระอย่างไรไม่ให้ละเมิดหรือกระทบผู้อื่นเกินไป?? ซึ่งแม้ตัวตนในโลกเสมือนอาจไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของคน ๆ หนึ่ง แต่ความรู้สึก-ความเจ็บปวดที่ได้รับกลับไม่ได้น้อยไปกว่าโลกจริง โดยข้อความที่ได้อ่าน เสียงที่ได้ยิน ก็สามารถ ทำให้เกิดแผลบาดลึกสร้างรอยแผลใจให้คน ๆ หนึ่งได้!! เช่นกัน ดังนั้นอิสระกรณีนี้ก็จำเป็นต้องฝึกให้มีสติระลึกรู้ตัว หรือ “ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ด้วย

ทั้งนี้ นักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังแนะนำผ่านบทความ “ในโลกออนไลน์ทำไมเราถึงใจร้ายกับคนไม่รู้จัก?” ไว้ “น่าพินิจพิจารณาสรุปได้ว่า… ผู้ใช้งานโซเชียล-ออนไลน์นั้น เพื่อ “ป้องกันไม่ให้ตนเองร้ายไปตามกระแส” ควรจะ “ฝึกทอดเวลาให้อารมณ์ความรู้สึกจางลง” ก่อนจะร่วมทัวร์ เมื่อสมองส่วนอารมณ์ผ่อนลง สมองส่วนเหตุผลจะทำหน้าที่ได้ดีขึ้น จะทำให้เกิดความเป็นกลางต่อเรื่องราวและต่อท่าทีของตนเองด้วย ซึ่งถ้าต้องการใช้พื้นที่โซเชียลเป็นช่องทางระบายอารมณ์ความรู้สึก ก็ยังทำได้โดยพิมพ์ข้อความแล้วเลือกเผยแพร่เฉพาะตัวเองแทนการโพสต์สู่สาธารณะทันที

ก็สะท้อนต่อข้อมูลสะท้อนย้ำให้พินิจ

กรณี “โซเชียลใจร้ายใจร้ายออนไลน์”

กับ “วิธีลดใจร้ายลดใจร้ายตามแห่!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์