ในบรรดาภาพถ่ายสุดสะพรึงทั่วโลก ภาพถ่ายครอบครัวลอว์สันถือเป็นหนึ่งในภาพที่หลอกหลอนและรบกวนจิตใจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะกับชาวอเมริกัน เนื่องจากภาพนี้ถ่ายไว้ไม่นานก่อนเกิดอาชญากรรมที่น่าสลดใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกันยุคศตวรรษที่ 20

ครอบครัวลอว์สันเป็นครอบครัวชนชั้นแรงงานจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา มี ชาลส์ ลอว์สัน (อายุ 43 ปี) เป็นหัวหน้าครอบครัวซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกร และ แฟนเนีย ลอว์สัน (อายุ 37 ปี) ผู้เป็นภรรยา เดิมทีทั้งคู่มีลูก 8 คน แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังแบเบาะไป 1 คน

ลูกๆ ที่เหลือทั้ง 7 คนของพวกเขา ได้แก่ อาร์เธอร์ (อายุ 19 ปี), มารี (อายุ 17 ปี), แครี่ (อายุ 12 ปี), เมย์เบลล์ (อายุ 7 ปี), เจมส์ (อายุ 4 ปี), เรย์มอนด์ (อายุ 2 ปี) และแมรี่ ลู (อายุ 4 เดือน)

ก่อนวันคริสต์มาสในปีค.ศ. 1929 ไม่นาน ชาลส์ ได้พาคนในครอบครัวเข้าเมืองเพื่อซื้อเสื้อผ้าใหม่และถ่ายภาพครอบครัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนในชนชั้นแรงงานยุคนั้นทำกัน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง  

หลายปีต่อมา หลายคนมองว่า ภาพถ่ายครอบครัวลอว์สันภาพนี้คือสัญญาณเตือนถึงโศกนาฏกรรมสุดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เว็บไซต์ Allthatisinteresting.com ถึงกับกล่าวอ้างว่า นี่คือ “ภาพที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นภาพที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยการถ่ายภาพกันมา”

ภาพถ่ายขาวดำของครอบครัวลอว์สันนี้ถ่ายกันในสตูดิโอแห่งหนึ่งที่เมืองวินสตัน-ซาเลม ทุกคนในภาพสวมชุดทางการเต็มยศ จ้องมองกล้องด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใบหน้าของของชาลส์ที่ดูมึนตึงอย่างเห็นได้ชัด 

(แถวยืนจากซ้ายไปขวา) อาร์เธอร์ (16), มารี (17), ชาลส์ (43), แฟนเนีย (37), แมรี ลู (3 เดือน) 
(แถวนั่งจากซ้ายไปขวา) เจมส์ (4), เม เบลล์ (7), เรย์มอนด์ (2), แคร์รี (12) 

หลังจากนั้นไม่กี่วันเป็นวันคริสต์มาสปีค.ศ. 1929 และเป็นวันที่ชาลส์ลงมือสังหารลูกสาวสองคนคือ แครี่ และ เมย์เบลล์ ใกล้ๆ กับโรงนาที่ใช้บ่มยาสูบ ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวจะไปเยี่ยมญาติ จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและยิงภรรยาที่ระเบียงบ้าน 

ชาลส์เข้าไปในบ้าน เขาฆ่า มารี ลูกสาววัยรุ่นของเขา ตามด้วยลูกชายสองคนเล็กสุดคือ เจมส์ และ เรย์มอนด์ และสุดท้าย เขาใช้ของแข็งทุบ แมรี่ ลู ลูกสาวที่ยังเป็นทารกจนเสียชีวิต

หลังจากสังหารสมาชิกในครอบครัว 7 คน ชาร์ลีก็เดินเข้าป่าและปลิดชีพตัวเองด้วยปืนลูกซอง

อาร์เธอร์ ลูกชายคนโตวัย 19 ปีของเขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต เช้าวันนั้นชาลส์กับอาร์เธอร์ออกไปล่าสัตว์ด้วยกันก่อน จากนั้น ชาลส์ก็ส่งเขาเข้าเมืองเพื่อไปซื้อกระสุนปืน 

เชื่อกันว่า อาร์เธอร์ซึ่งเป็นผู้พบศพสมาชิกครอบครัวภายในบ้านและเป็นคนแจ้งเหตุฉุกเฉินต่อเจ้าหน้าที่ก่อนจะได้ยินเสียงปืนในป่า ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวะที่พ่อของเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

คดีฆาตกรรมและฆ่าตัวตายของคนในครอบครัวลอว์สันถือว่าเป็นปริศนาที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้แม้ในปัจจุบันในแง่ที่ว่า ไม่มีใครรู้ว่า ชาลส์ ลอว์สัน ฆ่าทุกคนในครอบครัวไปทำไม แม้เขาจะทิ้งจดหมายไว้ก่อนตาย แต่ก็ไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่าทำไมเขาต้องลงมือสังหารทุกคนในบ้าน

บางคนเชื่อว่า ชาลส์กำลังป่วย มีปัญหาทางจิตหรืออาจได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนกระทบกระเทือนความนึกคิด  แต่ผลการชันสูตรที่เปิดเผยในเวลาต่อมาชี้ว่า ไม่มีความผิดปกติในสมองของเขา

หลังการเสียชีวิตของครอบครัวลอว์สัน มีคนให้ความสนใจมาเยี่ยมชมบ้านหลังที่เกิดเหตุเป็นจำนวนมากและในที่สุดก็กลายเป็น “แหล่งท่องเที่ยว” พวกเขามาดูเค้กคริสต์มาสที่มารีทำไว้และถูกจัดแสดงอยู่ในตู้กระจกและข้าวของอื่นๆ ปัจจุบันบ้านของครอบครัวลอว์สันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ในปีค.ศ. 1945 อาร์เธอร์ ลอว์สัน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งภรรยาและลูกสี่คนไว้เบื้องหลัง

พอถึงปีค.ศ. 1990 ก็มีการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการสังหารหมู่ครอบครัวลอว์สันชื่อว่า “White Christmas, Bloody Christmas” มีเนื้อหาที่กล่าวอ้างคำพูดของลูกพี่ลูกน้องของลูกๆ ตระกูลลอว์สันที่บอก “ความลับ” ซึ่งถูกเก็บเงียบไว้เป็นเวลานานกว่า 60 ปี

สเตลลา ลอว์สัน โบลส์ หนึ่งญาติๆ ของครอบครัวสารภาพว่า เธอได้ยินแม่ของเธอและผู้หญิงคนอื่นๆ ในตระกูลลอว์สัน พูดคุยกันในงานศพว่า แฟนเนีย ภรรยาของชาลส์สารภาพกับพวกเขาว่า เธอรู้เรื่องที่คนในครอบครัวมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวและมีการร่วมประเวณีกับคนสายเลือดเดียวกันก่อนวันคริสต์มาสของปีนั้น

หนังสือเล่มนี้ชี้ว่า แฟนเนีย ลอว์สัน ต้องทุกข์ทรมานกับความสัมพันธ์ที่ผิดปกติระหว่างชาลส์ สามีของเธอและมารี ลูกสาววัย 17 ปี

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าไม่กี่สัปดาห์ก่อนวันสังหารหมู่ มารีได้แอบบอกความลับกับเอลลา เมย์ จอห์นสัน เพื่อนของเธอว่า เธอกำลังตั้งครรภ์ลูกของพ่อของเธอเอง และพ่อแม่ของเธอก็รู้เรื่องนี้ดี

ยังมีอีกเรื่องเล่าจากแซม ฮิลล์ เพื่อนบ้านของครอบครัวลอว์สัน ซึ่งบอกว่า ชาลส์เป็นคนขืนใจลูกสาวตัวเองและเมื่อเธอตั้งครรภ์ เขาก็เตือนเธอว่า ถ้าเธอบอกแม่หรือใครก็ตาม “จะต้องมีการฆ่าคนตาย”

นอกเหนือจากหนังสือบันทึกคดีเล่มนี้แล้ว เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ยังถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงถึงสิบเพลง รวมทั้งภาพยนตร์และภาพยนตร์สารคดีอีกหลายเรื่อง

ที่มา : news.com.au, en.wikipedia.org, ladbible.com

เครดิตภาพ : Wikipedia, Instagram / DDze9szOzzm