การกลับมาของสิ่งมีชีวิตตัวสีฟ้าจิ๋วในตำนาน! Smurfs หนึ่งในความทรงจำสีฟ้าแสนงดงามและสนุกสนานของใครหลายๆ คน

ก่อนอื่นเลย ต้องบอกว่า Smurfs เวอร์ชั่นนี้ แตกต่างไปจากเดิม ลืมภาพสเมิร์ฟตัวจิ๋วที่เคยวิ่งซุกซนในป่ากับ Gargamel แบบตลกๆ ไปได้เลย เพราะคราวนี้ Paramount Pictures ตัดสินใจชุบชีวิตพวกเขาสู่โลกใหม่ที่จริงจังและสุดแฟนตาซี

เนื้อเรื่องย่อแบบสั้นๆ แต่สปอยล์ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อป๊ะป๋าสเมิร์ฟ (ให้เสียงโดย John Goodman ที่คุณคงไม่คิดว่าเขาจะมาพากย์ตัวการ์ตูนสีฟ้า) โดนพ่อมดวายร้าย Razamel และ Gargamel จับตัวไป ใช่ครับ! มี Razamel โผล่มาด้วย! สเมิร์ฟเฟ็ตต์ (ที่คราวนี้มาพร้อมเสียงของ ริฮานน่า ตัวแม่ ส่วนพากย์ไทยคือ เสียงของ วี ไวโอเล็ต) เลยต้องรับบทผู้พาเหล่าสเมิร์ฟออกผจญภัยสู่ “โลกแห่งความจริง” เพื่อช่วยป๊ะป๋า ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนใหม่ สเมิร์ฟต้องค้นหาว่าอะไรคือ “โชคชะตา” ของพวกเขา เพื่อกอบกู้จักรวาล!

ในมุมมองของแฟนอินเตอร์ นี่คือหนัง Smurfs ที่ ริฮานน่า แทบจะเป็นจุดศูนย์กลาง เธอไม่ได้แค่พากย์เสียงสเมิร์ฟเฟ็ตต์เท่านั้น แต่ยังเป็นโปรดิวเซอร์ และแต่งเพลงประกอบเองด้วย! แต่การปรากฏตัวของเธอมันเด่นจนบางทีเหมือนเรากำลังดูมิวสิควิดีโอขนาดยาวของ ริฮานน่า ที่มี Smurfs เต้นเป็นแบ็คกราวนด์มากกว่าหนัง Smurfs เสียอีก! เพลง “Everything Goes With Blue” ที่เปิดเรื่องมา ก็เป็นแค่ฉากสเมิร์ฟเต้นรำไปมาโดยไม่ร้องเพลงด้วยซ้ำ! นี่มัน MV ริฮานน่า ชัดๆ แฟนคลับคงกรี๊ดแตก แต่คนไม่ใช่แฟนริฮานน่า ก็จะงงๆ นิดนึง

งานภาพสไตล์ใหม่ ผู้กำกับ Chris Miller (จาก “Shrek the Third” และ “Puss in Boots”) พยายามฉีกกฎด้วยการใช้ CGI แบบ 3D ผสมผสานกับลายเส้นแฮนด์ดรอว์และเฟรมเรตที่ลดลง คล้ายๆ กับ “Puss in Boots: The Last Wish” แม้สเมิร์ฟจะดูมีชีวิตชีวาขึ้น แต่ในบางแง่มุมมันก็เหมือนดูการ์ตูนจากยุคอนาล็อคอยู่

ด้านสองพี่น้อง Gargamel และ Razamel ที่เราคุ้นชินกับ Gargamel ตัวร้ายสุดฮา แต่การเพิ่มตัวละคร Razamel น้องชายของเขาเข้ามา มันก็แปลกดี เพราะส่วนใหญ่ทั้งคู่ใช้เวลาไปกับความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่ลงรอยกัน อิจฉาริษยา และแก่งแย่งความรักกัน จนสุดท้ายถึงขั้นเกลียดชังกันอยากให้อีกฝ่ายตายๆ ไปได้ก็ดี ซึ่งมันทำให้หนังมีเคมีที่แปลกๆ ยังดีที่ฉากความเป็นทาสแมวของ Gargamel กับเจ้าเหมียว Azrael ที่น่ารักน่าชัง ทำให้เรายิ้มได้ทุกครั้ง แม้ Razamel จะอิจฉา แม้กระทั่งความรักที่พี่มีให้กับแมวก็ตาม

ด้านบทมีการพยายามใส่ “Lore” หรือตำนานสเมิร์ฟใหม่ๆ เข้ามา เพื่อหวังพา Smurfs เข้าสู่ “โลกแห่งความจริง” อย่างปารีส แต่กลับไม่มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์มากนัก ทำให้ฉากไลฟ์แอ็กชันดูไร้ความหมาย และไม่ได้ช่วยเสริมเนื้อเรื่องเท่าที่ควร

ในส่วนของเพลงประกอบ แม้จะได้ตัวแม่อย่าง ริฮานน่า มารับหน้าที่โปรดิวซ์เพลง แต่เพลงส่วนใหญ่ไม่ติดหูเท่าที่ควร ยกเว้น เพลงของ Smurfette ที่พูดถึงการค้นหาตัวตนที่โดดเด่นออกมา

3/5
“Smurfs Movie 2025” เป็นเหมือนการรีบูตที่พยายามจะ “ทันสมัย” และ “แตกต่าง” แต่ยังหาจุดลงตัวไม่เจอ แม้จะมีความพยายามด้านภาพ และการใส่ลูกเล่นใหม่ๆ เข้ามา แต่บทอ่อนไปหน่อย แถมขาดเสน่ห์และจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Smurfs แต่ถ้าคุณเป็นแฟน Smurfs และหลงรัก Rihanna ยังไงก็ต้องดู

หมีเช