การที่ทหารเขมรพยายามอ้างสิทธิ-รุกล้ำพื้นที่ไทย แล้วมี “ทุ่นระเบิด–กับระเบิด” ปรากฏขึ้นนั้น ทหารไทยยืนยันได้ชัดว่า “เขมรวางใหม่…ไม่ใช่ของเก่าตกค้างจากอดีต” นี่ขัดต่อข้อตกลงสากล “ขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวา” อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) ที่เขมรก็เป็นภาคีอนุสัญญานี้ ซึ่งกรณีนี้ว่าไม่สมกับเป็นทหารแล้ว…กับ พฤติกรรมโจมตีไทยเมื่อ 24 ก.ค. ยิ่งไปกันใหญ่!!…
“น่าคิด” คำว่า “อาชญากรรมสงคราม”
ที่ “ผู้สั่งทำ” ก็ “คืออาชญากรสงคราม”
ทั้งนี้ การอยู่ร่วมกันในสังคมโลกของประเทศต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน นานาประเทศที่เป็นอารยะนั้นล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่เป็นกฎหมายสากลโลก ซึ่งกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้เผยแพร่ข้อมูลไว้ว่า… กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law หรือ Law of Armed Conflict หรือ Law of War) คือ กฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับวิธีการทำสงครามและการปฏิบัติต่อพลรบและพลเรือนอย่างมีมนุษยธรรม ในระหว่างการทำสงคราม (Jus in bello) โดยกฎหมายสากลนี้ มีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ 5 หลักการ ประกอบด้วย… หลักการแบ่งแยกพลรบกับพลเรือน (Principle of Distinction), หลักการความได้สัดส่วน (Proportionality), หลักการเตือนภัยก่อนการโจมตี (Precaution), หลักความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity), หลักมนุษยธรรม (Humanity)
โดย… พลเรือน เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ โรงพยาบาล โรงเรียน เส้นทางที่ปลอดภัยในการช่วยเหลือฉุกเฉิน นี่เป็นบุคคล สถานที่ ที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ…ทางองค์การสหประชาชาติชี้ไว้

ขณะที่กรณี “อนุสัญญาเจนีวา” ที่เขมรก็เป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวนี้… พฤติกรรมเขมรในการโจมตีด้วยอาวุธสงครามเข้าสู่พื้นที่ไทยเมื่อ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็เป็นพฤติกรรม “ขัดต่ออนุสัญญาเจนีวา”โดยอนุสัญญาดังกล่าวนี้มีรวม 4 ฉบับ กล่าวคือ… อนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้บาดเจ็บและป่วยไข้ในกองทัพ ในสนามรบ มีสภาวะดีขึ้น, อนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้สังกัดในกองทัพขณะอยู่ในทะเล ซึ่งบาดเจ็บ ป่วยไข้ และเรืออับปาง มีสภาวะดีขึ้น, อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก และ อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเรือนในเวลาสงคราม…นี่แหละที่ เขมรขัดต่ออนุสัญญา
“เขมร” ใช้อาวุธ “โจมตีพลเรือนไทย”
“โจมตีโรงพยาบาล” ไม่สมเป็นทหาร!!
และไม่เพียงไม่สมกับเป็นทหาร…กองกำลัง “เขมร” ที่ก่อการภายใต้การสั่งการของ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีเขมร และตัวพ่อ คือ “ฮุน เซน” ประธานพฤฒสภาเขมร…ที่เผยเองเมื่อ 24 ก.ค. ว่า บัญชาการโจมตีไทย ก็ยังขัดต่อข้อตกลงสากลอย่างไร้มนุษยธรรม เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นมนุษย์ ซึ่งน่าคิดอย่างยิ่งกรณี “อาชญากรรมสงคราม–อาชญากรสงคราม”
เพราะ… “การกระทำอาชญากรรมต่อผู้ที่เป็นศัตรู เชลยสงคราม หรือบุคคลใด ๆ ในเวลาสงคราม ซึ่งขัดต่อข้อตกลงสากล เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นมนุษย์” …นี่เป็นความหมายของคำภาษาอังกฤษคำว่า “War Crimes” หรือในภาษาไทย “อาชญากรรมสงคราม”ส่วนผู้ที่กระทำการ War Crimes ดังกล่าว หรือ “ผู้ก่ออาชญากรรมในการทำสงคราม” คำภาษาอังกฤษคือ “War Criminal” หรือในภาษาไทย “อาชญากรสงคราม”
อย่างไรก็ตาม เรื่องสังคมโลกกรณี “อาชญากรสงคราม” นี่มีบทความวิชาการโดยฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ที่เนื้อหาบางช่วงบางตอนสรุปความได้ว่า… ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก็ปรากฏชัดเจนมากขึ้น เช่น ในรูปแบบ สนธิสัญญา เกี่ยวกับการกำหนดความผิดประเภทต่าง ๆ ว่าเป็น “อาชญากรรมระหว่างประเทศ” ซึ่ง ปัจเจกชนก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาในทางระหว่างประเทศ แต่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่มีระบบกฎหมายอาญาดังเช่นระบบกฎหมายอาญาภายในรัฐ ที่ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน และจับกุมผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษ…
แม้ว่าจะมี ศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อการ ดำเนินคดีปัจเจกชนผู้ก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ แต่ก็ยังขาดกลไกอันมีประสิทธิภาพ ไม่มีสภาพบังคับดังเช่นกลไกภายในของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่ง…จำต้องอาศัยความร่วมมือของรัฐภาคี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ โฟกัสประเด็น ขัดข้อตกลงสากล และ เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นมนุษย์ แล้วดูกรณีที่เขมรตีมึนอ้างสิทธิในพื้นที่ของไทย แม้ไทยพยายามอดทนเพื่อให้ข้อพิพาทจบด้วยดีโดยการเจรจา แล้วก็ดังที่ชาวโลกก็ประจักษ์ คือ… “เขมรใช้อาวุธสงครามขัดข้อตกลงสากล–โจมตีไทยก่อน”และ “ที่สำคัญ…เขมรโจมตีใส่พลเรือน–โจมตีโรงพยาบาล” ก็ชัดเจนว่าเข้าข่าย เป็น “การร้าย…มิใช่การรบ!!” แต่ก็ยังต้องรอดูท่าทีประเทศอื่น ๆ ในเวทีภาคีโลก มิใช่แค่รัฐบาลไทยดำเนินการ ถึงกระนั้น…
ไม่ว่าจะอย่างไร…“คนทั่วโลกก็รู้กันทั่ว”
ว่า “พลเรือนไทยถูกก่ออาชญากรรม”
โดยมี “2 ฮุน” ที่ “เป็นผู้สั่งการร้าย!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินวส์



