ในห้วงยามที่ไฟสงครามระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา คุกรุ่น ประชาชนในพื้นที่ชายแดนหลายพันชีวิตต้องอพยพหนีตายออกจากบ้านเกิด หลายคนต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เพื่อเอาชีวิตรอดมาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอบัวเชด สังขะ กาบเชิง และพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ที่กลายเป็นแนวหน้าของการอพยพครั้งใหญ่

แต่ในวิกฤตที่แสนสาหัส น้ำใจจากคนไทยทั้งแผ่นดินก็ยังคงไหลหลั่งไม่หยุดยั้ง

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนหัวใจแห่งความเสียสละ คือ น.ส.นิชา ใจกล้า และกลุ่มเพื่อนจิตอาสา ร่วมกับ “อู่ช่างเคาะสุรินทร์” และเยาวชนในชุมชน ได้รวมพลังจัดทำข้าวกล่องจำนวน 200 กล่อง พร้อมด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง ยากันยุง ปลากระป๋อง และน้ำดื่มอีก 57 แพ็ค นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจคนที่กำลังเผชิญชะตากรรม

ในอำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ ประชาชนต่างช่วยกันนำของใช้ น้ำดื่ม และยารักษาโรค ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และชาวบ้านที่ไม่สามารถไปอยู่ศูนย์พักพิงได้ โดยอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องที่พอจะมีที่ทางให้พักพิงได้ นี่คือพลังของความเป็นไทย ที่แม้ยากลำบากเพียงใด ก็ไม่เคยทอดทิ้งกัน

ในอีกมุมหนึ่ง คณะวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ และอนุกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม ได้นำสิ่งของจำเป็นไปช่วยเหลือประชาชนในศูนย์พักพิงต่างๆ ทั้งในตำบลบุฤาษี ตำบลราม อำเภอเมืองสุรินทร์ และตำบลทับทัน อำเภอสังขะ ยืนยันว่ารัฐไม่เคยลืมประชาชนของตน

ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือจากต่างจังหวัดก็ยังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไม่เว้นแม้แต่จากจังหวัดอุดรธานี ทีมงาน “บ้านดุงอัพเดท” ได้รวบรวมสิ่งของบริจาคจำนวนมหาศาลจากชาวอุดรธานี โดยบรรทุกมากับรถถึง 11 คัน กระจายช่วยเหลือศูนย์พักพิงในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ พร้อมน้ำดื่มจำนวนถึง 10,000 แพ็ค

ทางด้านมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา กลายเป็นอีกศูนย์กลางการรับบริจาคสำคัญ โดยมีประชาชนมาร่วมบริจาคน้ำดื่ม อาหารแห้ง และของจำเป็นอย่างล้นหลาม และเมื่อสิ่งของพร้อม ทีมงาน “ชมรมรถยกรถสไลด์โคราชจิตอาสา” จำนวน 6 คัน ได้อาสาลำเลียงสิ่งของทั้งหมดไปยังชายแดน โดยไม่รับค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว

นายสกล มะลิงาม ตัวแทนกลุ่ม เผยว่า “ถึงจะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน เราก็เต็มใจ เพราะมันคือการช่วยพี่น้องไทยด้วยกัน… ช่วงวิกฤตแบบนี้ คนไทยไม่ควรปล่อยให้ใครต้องลำพัง”

ในจังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำการปล่อยขบวนรถช่วยเหลือ 4 สายใหญ่ ส่งไปยัง 4 จังหวัดที่รับผลกระทบ ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ โดยมีภาคเอกชน อาทิ ห้างหุ้นส่วนจำกัดตากู๋ทรานสปอร์ต ห้างหุ้นส่วนจำกัดเรืองพรวัสดุ บริษัทสินไทยรวมเกษตร และอู่ช่างเจม วังสะพุง ร่วมสนับสนุนรถขนส่ง รวมถึงมีประชาชนบริจาคผลไม้สดอย่างลำไย เงาะ แก้วมังกรรวมกว่า 3 ตัน เพื่อเป็นพลังใจให้กับผู้ลี้ภัยและทหารแนวหน้า

ในยามที่ชีวิตถูกบีบคั้นด้วยภัยสงคราม เสียงร้องไห้ของเด็ก ผู้สูงวัยที่ต้องอพยพจากบ้าน และความไม่แน่นอนในวันพรุ่งนี้อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกหมดหวัง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงชัดเจน คือ “หัวใจของคนไทย” ที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน

ทุกกล่องข้าว ทุกขวดน้ำ ทุกแรงใจที่ส่งถึงชายแดน ไม่ได้แค่เติมเต็มท้องของผู้ลี้ภัย แต่เติมเต็มหัวใจของพวกเขา

“แม้จะอยู่ห่างไกลเพียงใด ก็ยังมีคนไทยอีกมากมาย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในวันที่ลำบากที่สุด”

นี่คือพลังแห่งความเป็นไทย ที่แม้ในห้วงยามมืดมนที่สุด ก็ยังเปล่งแสงของความหวังออกมาได้อย่างงดงาม.
……………………………………….
คอลัมน์ “เรื่องราวดีๆ ของสังคม”
โดย “เสือสมุทร”
อ่านเรื่องราวดีๆ ของสังคม ได้ที่นี่..