ตั้งจักรภพมาสื่อสาร เจ้าตัวหวังว่า จะเป็นตัวกลางในการพูดคุยกับสื่อต่างประเทศ แต่ ณ ขณะนี้ ยังไม่เห็นบทบาทของจักรภพ เลยดูหวังอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร ถ้าเขาชอบวิธีสื่อสารแบบโบราณ ก็คงทำเหมือนการ์ด สคส.สมัยก่อน คือ เอารูปหน้าตัวเองใหญ่ๆ แปะไว้ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นข้อความชี้แจงสั้นๆ..อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่า รัฐบาลมอบหมายงานให้จักรภพอย่างไร ก็เลยไม่อยากพูดถึงการสื่อสารของเขามากนัก ( เพียงแต่ขอคาดหวังหน่อยเถอะ เพราะถูกตั้งมาในสถานการณ์วิกฤต คนก็หวังว่าจะทำให้อะไรคลี่คลาย หรือต่างชาติเข้าใจเรามากขึ้น ) แต่การทำงานของกระทรวงต่างประเทศนี่ ..โดนจิกกัด เหน็บแนมตลอด ว่า “สถานการณ์แบบนี้รัฐมนตรีไปไหน ?” เชื่อว่า ถ้าให้เขียนชื่อรัฐมนตรีใน ครม.นี้ หลายคนจำชื่อรัฐมนตรีต่างประเทศไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าชื่อนายมาริต เสงี่ยมพงษ์
การแถลงข่าวส่วนใหญ่มาจากฝ่ายทหาร ไอ้ที่ทำทีวีพูลทุกเที่ยงก็ฝั่งทหาร แต่“นี่คือสงครามระหว่างประเทศ” แอคชั่นของกระทรวงต่างประเทศต้องแข็งแรงด้วย ไม่ใช่รอเขาบึ้มๆๆ มาหลายรอบ แล้วถึงค่อยชี้แจงว่า “ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเป็นภาคีเครือข่ายองค์กรต่างๆ เราได้ทำอะไรไปบ้าง” เห็นแต่หน้านายนิกรเดช พลางกูร ที่แถลงในวันที่ 26 ก.ค. ว่า “ทูตปู”มาริต ได้ชี้แจงประชาคมโลกแล้วว่า เขมรเปิดก่อน ทั้งวางระเบิด ทั้งยิงเข้ามาก่อน แต่ไอ้ที่บอกว่า ตัวเองถูกกระทำ รับบทเหยื่อนั่นตอแหลทั้งเพ มีการบิดเบือนข่าวสารอย่างเป็นขบวนการ ..พอฟังแถลงแล้วก็คิดว่า “รัฐบาลรู้นี่ว่าจุดอ่อนคือการสื่อสาร” แต่ไม่เห็นท่าทีการปรับปรุงในส่วนกระทรวงต่างประเทศเด่นชัดนัก
หลายคนรู้สึก ไทยชี้แจงช้า เพราะคนที่ถูกวางไว้ให้ชี้แจงนี่รู้สึกว่า เป็นพวกหัวสูง นักข่าวเข้าหาค่อนข้างลำบาก หน้าลอยติดเพดานกันหมดจะรอแถลงเป็นเวลา ถ้าบอกว่า พยายามเล่นบทชี้แจงต่างประเทศ ทำไมไม่สร้างความชัดเจนกับการชี้แจงคนไทยให้ได้ก่อน ( ไม่ทราบว่า กว่าจะชี้แจงได้จำต้องขออนุญาตใครหรือไม่ ? ) ข่าวสารที่คนไทยได้ทุกวันนี้มาจากฝ่ายทหาร ฝ่ายความมั่นคง นักข่าวในพื้นที่
ในโลกโซเชี่ยลฯ เอง ก็เปิดวอร์กันหนัก เขมรรวมตัวกันโพสต์ตามบัญชีในเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม X ของคนดังๆ ว่า “ไทยเริ่มยิงก่อน” รับบทเหยื่อกันสุดฤทธิ์ และกระจายข่าวรวมตัวเขมรประท้วงประเทศไทยในต่างประเทศ ล่าสุดที่เห็นคือซิดนีย์ ออสเตรเลีย กับกรุงโซล เกาหลีใต้ …ของไทยใช้สงครามไซเบอร์รัวๆ ชาวเน็ตช่วยกันเอง โดยส่งแถลงการณ์ (ที่ไม่ใช่รัฐบาลทำ ) แปลหลายภาษา ทั้งเขมร อังกฤษ เยอรมัน จีน อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย กระจายไปทั่ว เพื่อตอบโต้ว่า ประเทศที่ขาดความชอบธรรมคือเขมรเพราะเริ่มยิงก่อน ขนาดกองทัพยังต้องขอพลังจากซาวโซเชี่ยลฯ ไทยช่วยกัน report อะไรที่ฝ่ายเขมรตอแหล ปล่อยข่าวเท็จ หรือกล่าวหาไทยลอยๆ ไว้ ก็เห็นฮุน เซ็น ชอบเล่นเฟซบุ๊ก เข้าไปคุยด้วยหน่อย
“การถูกประกอบสร้างเป็นชาวเขมร” ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ? การประกอบสร้างที่ว่า คือการสร้างอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ( ซึ่งแปลว่าการใช้ชีวิตได้ด้วย ) การสร้างความรู้ ทัศนคติ มันเริ่มจากการเรียนการสอน เราใช้ตำราประวัติศาสตร์คนละแบบกับเขมร ไทยใช้ตำราของ“ผู้ชนะ” แต่เขมรใช้ตำราของ“ผู้ถูกรุกราน” เขาสอนให้เชื่อกันแต่เล็กแต่น้อย ว่า “ไทยเข้ามารุกราน ทำร้ายเขมรหลายร้อยปี และในช่วงนั้น ไทยได้ขโมยเอาวัฒนธรรมเขมรไปหลายอย่าง ทั้งการแต่งตัว เทศกาลอย่างสงกรานต์ ลอยกระทง ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ อาหารการกิน” ประเทศไทยจึงเป็นตัวร้ายสมบูรณ์แบบ
คนไทยก็ตั้งคำถามว่า “ตอนหนีภัยเขมรแดงมาชายแดนไทย แม้กระทั่งเจ้านายฝั่งไทย ทรงลงไปดูแลค่ายอพยพด้วยพระองค์เอง เขมรก็ไม่เห็นสำนึกบุญคุณอะไรเลยหรือ” แล้วก็ไม่รู้ไปเรียนไปสอนกันอีท่าไหน ว่า “ที่ไทยทำมาช่วย เป็นเพราะไทยอยากอมเงินบริจาคที่ส่งมาช่วยเขมร” ว่าซั่น คิดเองประสาทเองเป็นฉากๆ ..ไม่รู้จริงๆ ว่า ประเทศนั้นเขาสอนเรื่องเหตุการณ์เขมรแดง เหตุการณ์เขมรสามฝ่าย ที่ตอนหลังฮุน เซ็น แปรพักตร์ไปร่วมกับเวียดนามสู้เขมรแดง เขาคงสอนกันแค่เรื่องของฮุน เซนสู้กับเขมรแดง ลืมสอนไปว่า ฮุน เซนเองก็เคยเข้าร่วมขบวนการเขมรแดง ซึ่งเรื่องนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ( International Criminal Court : ICC ) ก็สอบ แต่ปัญหาคือจำเลยตายซะเกือบหมดแล้ว
เพราะเชื่อว่า ตัวเองคือผู้ถูกรุกราน เขมรเลยทำตัวแบบ“ทรายจะกลับมาทวงของๆทรายคืน” ทั้งที่บางเรื่องเคลมกันหน้าด้านๆ เช่น ผัดไทย จะให้เป็นผัดเขมรให้ได้ มันเป็นอาหารที่คิดค้นสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามนี่เอง หรือเสื้อผ้า พยายามเคลมว่า ชุดไทยสไบผ้านุ่งกรอมเท้า เป็นชุดเขมร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ยอมรับว่าชุดประจำชาติตัวเป็นชุดซอมปอต คือเสื้อแขนพองแขนสั้น กับโจงกระเบนที่จะออกข้างเยอะหน่อย ..บังเอิญมันไม่สวยไม่งามล่ะมั๊ง แล้วเขมรก็ไปดูละคร “บุพเพสันนิวาส” มา เลยฝันหวานว่า “เมื่อก่อนเราต้องเป็นแบบนั้นแน่เลย แต่ไทยนั่นแหละ มาทำร้าย มาขโมยวัฒนธรรม” แล้วเขมรก็อ้างทุกอย่างบนกำแพง บนผนังนครวัด ว่า “นั่นแหละคืออารยธรรมเราในอดีต” คือหลอนจนเชื่อว่าจริง
สอนให้คิดกันแบบนี้ทั้งประเทศ พอวันหนึ่ง เขมรมีปัญหาเพราะไปทะเลาะกับไทยและพยายามรับบทเหยื่อ ก็ปลุกชาตินิยมได้แรงมาก ก็สอนให้เกลียดไทย สอนว่าไทยเป็นขโมยวัฒนธรรมมา ..แบบว่า ถ้าไม่เจอไทย เขมรคงจะเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนไปแล้ว ..ดังนั้น แกคือผู้ที่ทำให้ฉันกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา ยอมไม่ได้ !! ความเคลื่อนไหวชาตินิยมของเขมรแรงมาก พวกเขมรที่ลี้ภัยไปต่างประเทศช่วงเขมรแดงก็ยังช่วยเขียนภาษาอังกฤษไปทำเสร่อแปะไว้ตามบัญชีโซเชียลฯ ของคนดังต่างๆ ..ของไทย ฝ่ายที่ตื่นตัวตอบโต้ คือภาคประชาชนชาวเน็ต กับทหาร
แล้วพวกเขมรนี่ไว้ใจไม่ค่อยได้ เหมือนถ้าได้เล่นนอกกฎ ตลบหลังคนอื่นได้มันน่าภูมิใจ นายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร โดนเข้าเต็มๆ ไปแล้วจากการที่ฮุน เซ็น เผยแพร่คลิปเสียง ซึ่งถ้าว่ากันถึงความเป็นผู้นำประเทศ ก็สมควรที่ฮุน เซ็น จะถูกนายกฯ อิ๊งค์ถอนหงอกเอาว่า “ไม่เป็น professional” ( ไม่เป็นมืออาชีพ ) คือทำตัวแบบเด็กเกรียนชอบแอบอัดคลิปไว้แฉ ซึ่งเรื่องใหญ่ระดับประเทศมันไม่ควรทำกัน ..และนายกฯ ไทยก็อ่อนประสบการณ์เองด้วย คือ เรื่องแบบนี้ควรหารือแบบมีพยาน แม้จะเป็นทางโทรศัพท์ก็ตาม แต่นี่ให้เขาหลอกรอเจรจา พอออกมาดันรับโทรศัพท์แล้วคุย คิดว่า “คุยกับอังเคิลได้”
ก็ไม่รู้ว่า การเจรจาล่าสุดที่ประธานอาเซียนจะจับให้ “บิ๊กอ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ และฮุน มาเน็ต นายกฯ กัมพูชา พูดคุยหาข้อตกลงหยุดยิงกัน จะสำเร็จอย่างไร ไม่อยากให้เกิดเหตุว่า เขมรยึกยักจะให้ไปแบ่งเขตแดนที่ศาลโลก ( ICJ ) อยู่ไม่รู้แล้ว และมาปล่อยข่าวกันอีกว่า ตัวปัญหาคือไทย ตีข่าวให้มีมุมมองของข่าวว่า “ไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า ความพร้อมทางยุทโธปกรณ์มากกว่า แต่รังแกเขมร” หาแนวร่วมคนสงสารมารุมไทย
IO หรือการปฏิบัติการทางอินเทอร์เนตเข้มแข็งมาก ที่น่าสังเกตคือ พวกนี้ไม่มีใครติงผู้นำตัวเอง ทำให้มีพลังการขับเคลื่อนสูง ขณะที่ในไทย ความไม่ชอบผู้นำก็มีมาก จะเป็นตัวแปรที่การสื่อสารไทยไม่เข้มแข็งหรือไม่ ?.. อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้รัฐบาลปรับการสื่อสาร ปิดจบให้ได้ก่อนที่ประเทศที่สามจะเสนอหน้าเข้ามา และอาจนำไปสู่การที่ไทยเสียทรัพยากรธรรมชาติ MOU44 นี่เงียบเชียว ทั้งที่บอกว่ามูลค่าผลประโยชน์ทางการขุดปิโตรเลียมมหาศาล.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



