ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติใน Cancer In Thailand Vol. XI ปี 2019– 2021 พบว่าอุบัติการณ์โรคมะเร็งรังไข่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 3,000 รายในประเทศไทย แม้มะเร็งรังไข่จะพบบ่อยเป็นอันดับสามรองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งมดลูก แต่ก็เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี

เนื่องจากโรคมะเร็งรังไข่มักไม่มีอาการที่ชัดเจน สัญญาณเตือนโรคมะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรก ได้แก่ อาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง รับประทานอาหารได้น้อยลง อิ่มเร็ว ท้องโตกว่าปกติ บางรายที่มะเร็งมีการลุกลามอาจคลำได้ก้อนที่ท้องหรืออุ้งเชิงกราน หรือมีภาวะท้องมาน ดังนั้นหากคุณมีอาการเหล่านี้แทบทุกวันหรือนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

สาเหตุการเกิดมะเร็งรังไข่พบว่ามาจากหลายปัจจัย เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะอ้วน ภาวะมีบุตรยาก ประจำเดือนเร็ว หมดประจำเดือนช้า การสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังพบบ่อยในกลุ่มโรคมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (hereditary breast and ovarian cancer syndrome: HBOC) สัมพันธ์กับยีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซม DNA หากยีนนี้กลายพันธุ์ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญ หากตรวจพบยีนดังกล่าวในผู้ที่เป็นมะเร็งหรือสมาชิกครอบครัว จะมีการเฝ้าระวังที่ถี่ขึ้น หรือวางแผนการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งในอนาคตได้

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากรทั่วไป  หรือแม้แต่การตรวจค่าสารบ่งชี้มะเร็งรังไข่ก็ยังไม่มีความแม่นยำนัก ทั้งนี้การวินิจฉัยโรคขึ้นกับ อาการที่ผิดปกติร่วมกับผลตรวจภาพถ่ายทางรังสี การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตามข้อบ่งชี้  และการผ่าตัดเพื่อนำก้อนมะเร็งออกและเพื่อกำหนดระยะโรค ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติใด ควรเข้ารับคำปรึกษาและตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช เพื่อตรวจร่างกาย ตรวจภายในหรือตรวจภาพถ่ายวินิจฉัยอื่นๆเพิ่มเติม

การรักษาหลักในมะเร็งรังไข่ ได้แก่ การให้เคมีบำบัด การให้ยามุ่งเป้า (Targeted therapy) ตามข้อบ่งชี้  หรือ การผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัดในช่องท้อง ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการรักษา เนื่องจากช่วยเพิ่มระยะเวลาโรคสงบ และอัตรารอดชีพได้ดี  อย่างไรก็ตามการป้องกันมะเร็งที่ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเข้ารับการตรวจสุขภาพ รวมทั้งการตรวจภายในประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว หากท่านมีข้อสงสัย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง

ข้อมูลจาก พญ.วรางคณา โกละกะ แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

Facebook: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ LINE: NCI รู้สู้มะเร็ง

นายแพทย์สุรพงศ์  อำพันวงษ์

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่