การที่บุหรี่มวนยังถูกกฎหมาย “เป็นอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์” Historical accident
คือบุหรี่มวนถูกกฎหมายเป็นเวลาหลายร้อยปี ก่อนที่โลกจะรู้ว่า การสูบบุหรี่เสพติด มีสารก่อมะเร็ง ทำให้ครึ่งหนึ่งของคนสูบ เจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลาด้วยโรคต่างๆ
ถ้าบุหรี่มวนถูกผลิตขึ้นมาในวันนี้ และเรารู้ว่า มีสารก่อมะเร็ง สารเคมีพิษ นิโคตินที่เสพติดเลิกไม่ได้ บุหรี่จะไม่ได้รับการอนุญาตให้ขายได้อย่างถูกกฎหมายอย่างแน่นอน
เหมือนกับสินค้าบริโภคอื่นๆ เช่นผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด ที่หากถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง สินค้านั้นจะถูกสั่งเก็บจากตลาด ห้ามขาย
หลังจากที่โลกพบว่า บุหรี่เสพติด ทำให้ผู้เสพเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลา รัฐบาลหลายประเทศเคยพยายามที่จะทำให้บุหรี่เป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย

แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะมีคนเสพติดหลายร้อยล้านคน อิทธิพลทางการเมืองด้วยทุนมหาศาลของบริษัทบุหรี่คัดค้านนโยบาย/กฎหมายที่จะทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง รัฐบาลได้รับภาษีบุหรี่และมีชาวไร่ยาสูบจำนวนหลายสิบล้านคน กลายเป็นปัญหาเศรษฐศาสตร์การเมือง ทั้งภายในและระหว่างประเทศ
อิทธิพลการขัดขวางของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ยิ่งทรงพลังในประเทศกำลังพัฒนา
ทำให้เกิดการรวมตัวของรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลก ร่วมกันผ่านอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ในปี พ.ศ.2546 และมีผลบังคับใช้อีกสองปีต่อมา เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆเอาชนะอิทธิพลของบริษัทบุหรี่ ในการควบคุมยาสูบ เป้าหมายคือช่วยให้ประเทศต่างๆลดจำนวนคนสูบบุหรี่ให้เหลือน้อยที่สุด ขณะนี้ตกลงกันว่า ให้อัตราการสูบบุหรี่เหลือต่ำกว่า 5 % (ประเทศไทยล่าสุด 17-18%)
ยี่สิบปีผ่านไป การสูบบุหรี่ของประเทศต่างๆทั่วโลกเริ่มลดลง ยอดขายบุหรี่ลดลง ทำให้บริษัทบุหรี่ผลิตยาสูบชนิดใหม่ๆ ที่เรียกว่า บุหรี่อีเลคโทรนิค หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อต่ออายุธุรกิจยาสูบ ด้วยการทำให้เกิดการระบาดระลอกที่สอง ด้วยบุหรี่ไฟฟ้า (Second pandemic) ระลอกแรกคือบุหรี่มวน
ด้วยการตลาดที่เจาะเป้าหมายเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุน้อย ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าระบาดในเด็กและเยาวชนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ที่มีทรัพยากรในการควบคุมบุหรี่มวน ที่น้อยมากและยังควบคุมการสูบบุหรี่ไม่ได้

การมีขึ้นของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศเหล่านี้ ทำให้จำนวนคนสูบบุหรี่ที่ยังไม่ลดลง แต่กลับต้องเพิ่มภาระในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าด้วย เสี่ยงที่จะกลายเป็น Double epidemic หรือ การระบาดคู่
ผมชอบที่คุณหมอพงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสสส.ที่เปรียบเทียบว่า เรามีบุหรี่มวนที่เปรียบเหมือนเสือที่กินเด็กในหมู่บ้านอยู่แล้ว เราจะปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้า (สิงโต) มากินเด็กอีกตัวหรือ
ประเทศที่ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าค่อยๆเพิ่มขึ้น จนล่าสุดมี 40 กว่าประเทศแล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือเพื่อควบคุมการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน
ข้อมูลในอินโฟที่ประกอบบทความนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงขนาดของความรุนแรง ที่เด็กและคนหนุ่มสาวของเรา กำลังจะกลายเป็นเหยื่อของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าและเสพติดนิโคตินไปตลอดชีวิต
ความจริงคือ ถ้าเราเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย การระบาดจะยิ่งรุนแรงกว่านี้ เพราะจะมีบุหรี่ไฟฟ้าที่ขายถูกกฎหมาย
และเชื่อขนมกินได้เลยว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่ขายผิดกฎหมาย ก็จะยังคงมีอยู่เหมือนในปัจจุบันนี้
เด็กไทยเกิดน้อยอยู่แล้ว สังคมมีความรับผิดชอบร่วมกัน ที่จะต้องให้เขาเติบโตขึ้นมา ในสิ่งแวดล้อม ที่ดีมีความปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อของอบายมุข
อย่างบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้า ที่เป็นตัวนำเยาวชนไปสู่อบายมุข ยาเสพติดอื่นๆ
สังคมไทยต้องทำ 2 เรื่องในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า คือ การบังคับใช้กฎหมายห้ามขายอย่างจริงจัง และรู้เท่าทันกลยุทธ์การตลาดของบริษัทบุหรี่
ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



