ข้อมูลคนวัยทำงานในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2551-2563 พบว่ามีโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ  34.7 เป็นร้อยละ 42.4 และมีอัตราการเป็นเบาหวานและไขมันในเลือดสูงเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ คนไทยยังบริโภคผักและผลไม้เฉลี่ยเพียง 3.7 ส่วนต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (5 ส่วนต่อวัน)

ปัจจัยสภาพแวดล้อมและการจัดองค์กรที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

การปรับสภาพแวดล้อมด้านอาหารในสถานที่ทำงานเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงาน โดยสามารถส่งเสริมการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงจูงใจ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว พฤติกรรมการกินนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยรอบด้าน ซึ่งประกอบด้วย

1. สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (physical food environment) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการบริโภคอาหารของพนักงาน โดยส่งผลทั้งในระดับการตัดสินใจเฉพาะหน้า และรูปแบบการบริโภคในระยะยาว ผ่านกลไกด้านความพร้อมในการเข้าถึง ความสะดวก และการกระตุ้นการรับรู้ เช่น

1.1  การมีตัวเลือกอาหารสุขภาพในโรงอาหาร

การเพิ่มตัวเลือกอาหารสุขภาพในสถานที่ทำงาน เช่น เมนูที่ประกอบด้วยผักและผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีพลังงานต่ำ เป็นมาตรการสำคัญที่สามารถส่งเสริมการเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการที่เหมาะสม และช่วยลดการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูงได้ ทั้งนี้ ความพร้อมในการเข้าถึงอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกอาหารในชีวิตประจำวัน

1.2  การจัดอาหารในตู้หยอดเหรียญ (Vending machines)

ตู้หยอดเหรียญเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โรงอาหารไม่เปิดให้บริการ และมีบทบาทในการกำหนดรูปแบบการบริโภคอาหารของพนักงาน การเพิ่มตัวเลือกและสัดส่วนของอาหารสุขภาพในตู้หยอดเหรียญ เช่น ถั่วที่ไม่เติมเกลือ ผลไม้แห้ง หรืออาหารที่มีพลังงานต่ำ การเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพให้ถึงร้อยละ 50 ของตัวเลือกทั้งหมด หรือ การปรับลดราคาอาหารเพื่อสุขภาพลง เป็นมาตรการที่สามารถช่วยลดการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูง น้ำตาลสูง และไขมันสูงได้ เนื่องจากความพร้อมในการเข้าถึงอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกอาหารในชีวิตประจำวัน

1.3  การติดป้ายแสดงข้อมูลทางโภชนาการ (Nutrition labeling)

กลไกสำคัญของการแสดงข้อมูลทางโภชนาการ คือการช่วยลดภาระทางการรับรู้ในการตัดสินใจ และสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถประเมินคุณค่าทางโภชนาการของอาหารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถเลือกอาหารที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น

การแสดงข้อมูลทางโภชนาการ เช่น การแสดงพลังงาน (calorie labeling) หรือการใช้ระบบสัญลักษณ์สีจราจร (traffic-light labeling) เพื่อสื่อความหมายเกี่ยวกับปริมาณสารอาหารสำคัญในอาหาร เช่น พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินคุณค่าทางโภชนาการของอาหารได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจง่าย ใช้หลักการเดียวกับสัญญาณไฟจราจร โดยสีเขียวหมายถึง เป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ สีเหลือง หมายถึง ควรบริโภคในปริมาณเหมาะสม และสีแดง หมายถึง ควรจำกัดการบริโภค พบว่าการใช้ระบบสัญลักษณ์สีจราจร สามารถลดการเลือกอาหารที่มีพลังงานสูง และเพิ่มการเลือกอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการที่เหมาะสมได้อย่างมีนัยสำคัญ

2. ความเครียดและตารางงาน  ความเครียดจากการทำงานและการทำงานล่วงเวลามีความเชื่อมโยงกับภาวะอ้วน นอกจากนี้ตารางงานที่ส่งผลต่อการนอนหลับเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญ เพราะการนอนหลับไม่เพียงพอ (โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานที่เข้ากะ) ส่งผลให้พนักงานเลือกกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

3. การบูรณาการความปลอดภัยและสุขภาพ การรวมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพเข้ากับโปรแกรมความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Safety and Health) จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. สมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance)ตัวอย่างโปรแกรม “Canteen Takeaway” ในเดนมาร์กที่เตรียมอาหารสุขภาพแบบพร้อมอุ่นให้พนักงานซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ช่วยลดความเครียดและภาระในการเตรียมอาหาร และส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวพนักงานไปพร้อมกัน

กรณีศึกษาของประเทศไทยเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในที่ทำงาน

ตัวอย่างกลยุทธ์และกรณีศึกษาของประเทศไทยที่มีการนำมาใช้เพื่อการส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในที่ทำงาน

1.  การใช้เทคโนโลยีและข้อมูล การใช้สื่อเฉพาะบุคคล เช่น อีเมลหรือแอปพลิเคชันเพื่อกระตุ้นพนักงาน ช่วยให้พนักงานปรับพฤติกรรมได้ดีขึ้น

2.  การปรับโรงอาหารปกติให้เป็นโรงอาหารสร้างเสริมสุขภาพ (Healthy Canteen) ในที่ทำงาน คือ การปรับเปลี่ยนโรงอาหารให้เป็นแหล่งความรู้ และแหล่งที่พนักงานสามารถเลือกซื้ออาหารที่ดี มีวิธีการปรุงหรือสัดส่วนที่ดีต่อสุขภาพมากินในชีวิตประจำวันได้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานสุขภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ พนักงานลางานน้อยลง และลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลของบริษัทอีกด้วย ทั้งนี้เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำคู่มือแนะนำการปรับเปลี่ยนโรงอาหารให้เป็นแหล่งความรู้ด้านโภชนาการและแหล่งอาหารที่มีการปรับเปลี่ยนให้ดีต่อสุขภาพ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://resource.thaihealth.or.th/index.php/media/20Rj

3.  “Healthy Canteen” (โรงอาหารอ่อนหวาน) ของประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขไทย

4.  นวัตกรรม “Food4Health” การใช้แอปพลิเคชันช่วยให้การตรวจสอบและออกใบรับรองร้านอาหารทำได้รวดเร็วขึ้นจาก 1 เดือน เหลือเพียงไม่ถึง 10 นาที และช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาพิกัดร้านอาหารสุขภาพได้ง่ายขึ้น

บทสรุป

การจัดอาหารที่ดีต่อสุขภาพในสถานประกอบการเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากรวัยทำงาน โดยการปรับสภาพแวดล้อมด้านอาหารและนโยบายองค์กรสามารถช่วยให้พนักงานเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของโปรแกรมจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากองค์กรและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดภาระโรค และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสุขภาพในระยะยาว

พันเอกหญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ

 

นายแพทย์สุรพงศ์  อำพันวงษ์

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่