ว่ากันว่าหนังอะไรที่ประสบความสำเร็จจาก “ภาคแรก” ก็มักจะมีคำถามว่า “…แล้วจะทำภาค 2 ต่อหรือไม่?..” ทว่าหนังสุดปังอย่างเรื่อง Freaky Friday 2003 (สร้างจากนวนิยายปี 1972 ของ แมรี ร็อดเจอร์ส) ที่มีนักแสดงวัยทีนแจ้งเกิดอย่าง “ลินด์ซีย์ โลแฮน” และ นักแสดงชื่อดังอย่าง “เจมี ลี เคอร์ติส” เชือดเฉือนกันในบทบาท…ตลกโปกฮาน้ำตารินไหล กวาดรายได้ไปมากกว่า 160 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญ กลับถูกปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 20 ปี…
ด้วยความเป็นหนังตลกที่ถูกพูดถึงกันเสมอ ยอดผู้ชมใน “ดิสนีย์ พลัส” พุ่งติดชาร์ทตลอด นั่นทำให้ “เจมี ลี เคอร์ติส” ต้องโทรศัพท์หาผู้บริหารค่าย Walt Disney Pictures อย่าง “บ๊อป ไอเกอร์” เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการทำหนังภาค 2 ของตัวเอง ผลปรากฏว่าผู้บริหารเห็นดีด้วย นั่นจึงทำให้เธอกลายเป็นโปรดิวส์เซอร์ใหญ่คู่กับ “แอนดรูว์ กันน์” ผู้สร้างหนังภาคแรก พร้อมด้วย “คริสติน เบอร์” ผู้อยู่เบื้องหลังหนังดังอย่าง “ครูเอลล่า” มาร่วมด้วยช่วนกันสร้าง แถมยังได้ “นิชา กานาตรา” ผู้กำกับมากฝีมือ เจ้าของผลงาน Late Night และ The High Note มากุมบังเหียนเพื่อให้หนัง Freakier Friday (2005) มีเนื้อหาเกี่ยวกับพลังหญิงต่างวัย พร้อมใส่ใจกับคำว่า “ครอบครัว”

เรื่องย่อ Freakier Friday 2025
เป็นเรื่องราวภาคต่อของ Freaky Friday (2003) มีตัวละครหลักอย่าง “เทสส์ โคลแมน” (รับบทโดย เจมี ลี เคอร์ติส) อดีตนักดนตรีสาวที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการดูแลศิลปินเพลงป๊อปวัยรุ่น และ “แอนนา โคลแมน” สองแม่ลูก (รับบทโดย ลินด์ซีย์ โลแฮน) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด ซึ่งพวกเขาเคยสลับวิญญาณมาอยู่ในร่างของอีกฝ่าย จนทำให้ได้เรียนรู้และเข้าอกเข้าใจหัวอกของกันและกัน ก่อนที่จะกลับคืนสู่ร่างเดิม

เมื่อชีวิต…มีขึ้น…มีลง “แอนนา” กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องคอยดูแลลูกสาววัยทีนอย่าง “ฮาร์เปอร์ โคลแมน” (รับบทโดย จูเลีย บัตเตอร์) แต่กลับมาพบรักใหม่กับ “อีริก เควิส์” (รับบทโดย แมนนี่ จาคินโต) เชฟร้านอาหารดังประจำเมือง แถมยังเป็นพ่อหม่ายหนุ่มรูปงาม มีลูกติดอย่าง “ลิลลี่ เควีส์” (รับบทโดย โซเฟีย แฮมมอนส์) แน่นอนว่าเมื่อคุณแม่และคุณลูกทั้ง 4 มาเจอกัน ท่ามกลางความขัดแย้งและเห็นต่าง การสลับร่างของทั้งสาว ๆ 4 คน จึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

จุดแข็ง บทหนังสร้างมุกตลกจิกกัดแบบน่ารัก (บางทีก็เชยไปหน่อย) แต่ถ้ามองแบบมุกตามวัยของนักแสดง ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก เราจะได้เห็นฝีมือของ “เจมี ลี เคอร์ติส” กับลีลายียวนกวนโอ๊ย แฝงไปด้วยความเซ็กซี่ เพลิดเพลินไปกับความเป๊ะ และความรั่ว ของคุณแม่ “ลินด์ซีย์ โลแฮน” ซึ่งเธอเป็นคุณแม่ตัวจริงทั้่งในโลกมายา

สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ของคาแรกเตอร์ 2 ตัวละครนี้ ดูแล้วเสมือนเป็นจดหมายเหตุ ที่จะบอกเล่าแก่ ผู้ที่เคยดู Freaky Friday (2003) ว่าตัวละครเติบโตและพัฒนาเข้าสู้วัยผู้ใหญ่ อารมณ์ประมาณพวกเราเติบโตไปด้วยกัน

ด้านนักแสดงวัยทีนอย่าง “จูเลีย บัตเตอร์” และ “โซเฟีย แฮมมอนส์” กับบทคุณลูกที่ชอบเอาแต่ใจ ก็ยิ่งชวนให้คิดถึงหนังภาค 1 เพราะเด็กสาวต้องการอิสระ ไม่ถูกตีกรอบ แต่เมื่อทุกคนสลับร่างกันแล้ว ก็ต้องถอดคาแรกเตอร์คุณลูกมาเป็นคุณแม่ และคุณแม่มาเป็นคุณลูก ซึ่งทุกคนสามารถแสดงได้ดีมาก ยิ่งพาร์ทแก้ปัญหาชีวิต เป็นอะไรที่ดูลุ่ม ๆ ดอน ๆ บางช่วงตอนก็ดำเนินเรื่องรวดเร็ว แต่ก็ยังเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง

จุดอ่อน เพราะความเป็นนักแสดงรุ่นเก่าและยังเป็นโปรดิวเซอร์หลักด้วย “เจมี ลี เคอร์ติส” เลยต้องรับบทหนัก จะบอกว่า “…แบกแล้วแบกอีก…ก็ตือใช่!!!…” ทว่าการแบกนั้น มองว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เมื่อเธอต้องสวมวิญญาณของ “ลิลลี่ เควีส์” สาววัยทีนที่ชื่นชอบการดีไซน์เสื้อผ้าหน้าผม และการแต่งตัว มันทำให้บทของ “เคอร์ติส” ดูเชิดฉายและโดดเด่นกว่าทุกตัวละคร

5/5 กะโหลก เรื่องนี้อวยยศให้แบบไม่ต้องคิดมาก ใครที่ชื่นชอบหนังตลกใส ๆ ไร้พิษภัย แถมยังให้แง่คิดแบบ “ฟิลกู้ด” สำหรับคนที่เคยดูภาคแรกมาก่อนแล้ว คุณจะยิ่งเซอร์ไพรซ์แบบจุก ๆ เพราะตัวละครเมื่อ 20 ปีก่อน จะกลับมาแจมในเรื่องนี้เพียบ!

คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Walt Disney Pictures



