ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ถือเป็นการปะทะทางทหารระหว่างสองประเทศครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 14 ปี กินเวลานานถึงห้าวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้อพยพจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น การปะทะครั้งนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เครื่องบินรบเข้าร่วมด้วย ซึ่งสะท้อนถึงระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การหยุดยิง “โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข” เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมาเลเซียในฐานะประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ความสงบยังคงเปราะบาง เพราะมีรายงานการละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่องโดยกัมพูชา
วิกฤติการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันเชิงอิทธิพลที่เข้มข้นระหว่างสหรัฐกับจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง บทบาทและท่าทีของมหาอำนาจทั้งสองประเทศไม่เพียงส่งผลต่อการแก้ไขความขัดแย้งโดยตรง แต่ยังสะท้อนถึงพลวัตการแข่งขันที่กว้างขึ้นในภูมิภาค และเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับอิทธิพลของแต่ละฝ่าย การที่สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) กล่าวถึงทั้งสหรัฐและจีนในการสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติ ยิ่งสะท้อนอิทธิพลของทั้งสองประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ชื่นชมการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา และย้ำความมุ่งมั่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการยุติความรุนแรงโดยทันที พร้อมทั้งคาดหวังให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังได้เข้าร่วมสนับสนุนความพยายามในการเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมาด้วย
แม้ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเต็มที่นัก แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ท่าทีของสหรัฐที่มีต่อเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจโดยตรง จาการที่ทรัมป์ข่มขู่เรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนจากไทยและกัมพูชาในอัตรา 36% เมื่อทั้งสองประเทศเห็นชอบหยุดยิง ผู้นำสหรัฐลดภาษีให้กับทั้งสองประเทศลงมาอยู่ที่ 19%

การดำเนินการของรัฐบาลสหรัฐยุคทรัมป์ สะท้อนว่าความมั่นคงกับเศรษฐกิจ “คือเรื่องเดียวกัน” ยากที่จะปฏิเสธว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญนี้สร้างแรงจูงใจให้ทั้งไทยและกัมพูชาต้องบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ การเมือง และมนุษยธรรมของสหรัฐ ภูมิภาคแห่งนี้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐ มูลค่าการค้าสินค้าระหว่างกันเมื่อปี 2567 สูงถึง 476,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 15.43 ล้านล้านบาท )
นอกจากนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นแหล่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญและแร่ธาตุหายาก เมื่อพิจารณาว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของสหรัฐฯ การหยุดชะงักทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้แห่งจึงเป็น “ภัยคุกคามโดยตรง” ต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐเช่นกัน ดังนั้น การที่สหรัฐใช้บทบาทเชิงรุกในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสนใจเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรับรองการทำงานที่ราบรื่นของห่วงโซ่อุปทาน
แม้ไทยถือเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ” สำหรับสหรัฐ ซึ่งถือว่าจำเป็นต่อการรักษาสถานะทางทหารและการทูตของอเมริกาในภูมิภาค และสหรัฐยังให้การสนับสนุนบริษัทป้องกันประเทศของไทย ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทยเผชิญกับความท้าทายมาตลอด
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่รวมถึงการยุบสำนักงานกิจการพหุภาคีที่ดูแลการมีส่วนร่วมกับอาเซียน ลดความเชี่ยวชาญที่ปกติจะใช้ในการตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ในภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงมองว่า รัฐบาลวอชิงตัน “สอบตก” ในการทดสอบอิทธิพล และตอนนี้ไม่มีอิทธิพลเหนือไทยมากนัก หากเทียบกับจีนซึ่ง “มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ” กับไทยมากกว่า
การที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ( ทีพีพี ) คือการสร้างความไม่แน่นอน ทำให้เกิดการรับรู้ว่าบทบาททางเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังลดลง แม้รัฐบาลวอชิงตันของทรัมป์พยายามแสดงอิทธิพลทางเศรษฐกิจด้วยการข่มขู่เรียกเก็บภาษี
ส่วนกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก ( ไอพีอีเอฟ ) ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังถูกมองว่ามีลักษณะทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศในภูมิภาคโดยทั่วไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จีนมีและทำได้ดีกว่า ความไม่สอดคล้องในนโยบายเศรษฐกิจและการขาดความมุ่งมั่นในระยะยาว นำไปสู่การลดลงของอิทธิพลโดยรวมของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการบูรณาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของจีน

สิ่งนี้ทำให้สหรัฐแข่งขันเพื่อสร้างอิทธิพลได้ยากขึ้น เนื่องจากประเทศคู่ค้าในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปจีน ซึ่งเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากกว่า สะท้อนว่า แม้มีจุดแข็งทางทหารและการทูต แต่สหรัฐก็เผชิญกับความท้าทายในการรักษาอิทธิพลในระยะยาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกันเพื่อเสริมสร้างนโยบายความมั่นคงของตน โดยมุ่งเน้นไปที่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นจุดสนใจหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิฉะนั้น ภูมิภาคแห่งนี้อาจยังคงเอนเอียงไปทางจีนมากกว่า
ขณะที่จีนประกาศจุดยืน “เป็นกลางและไม่ลำเอียง” ต่อความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนที่แม้เผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มีเนื้อหาแทบไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ จีนยังคงสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่ายและสนับสนุนการเจรจาเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ จีนแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และการจัดการข้อพิพาทอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค และจีนชื่นชมความพยายามของอาเซียน ซึ่งมาเลเซียเป็นประธานในปัจจุบัน
แนวทางของจีนในเรื่องนี้แตกต่างจากสหรัฐอย่างเห็นได้ชัด จีนเลือกที่จะเป็น “ผู้สนับสนุน” การเจรจาและ “ชื่นชม” บทบาทของอาเซียน แทนการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยโดยตรง หรือใช้การกดดันแบบสหรัฐ แนวทางนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการทูตของจีนจาก “การทูตหมาป่า” ( wolf-warrior diplomacy ) ไปสู่การสื่อสารที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิด “ครอบครัวเอเชีย” ( Asian family )
กลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของภูมิภาคและการพึ่งพาจีน โดยการอ้างอิงถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งวางตำแหน่งจีนให้เป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือแทนการรับรู้ถึงการรุกรานจากสหรัฐ การที่จีนแสดงจุดยืนรักษาความเป็นกลางและสนับสนุนกลไกระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน ทำให้จีนหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งไทยและกัมพูชา ตอกย้ำภาพลักษณ์ของจีน ในฐานะมหาอำนาจระดับภูมิภาคที่มีความรับผิดชอบและไม่แทรกแซง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลยุทธ์การสร้างอิทธิพลในระยะยาวของจีน
การหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นผลลัพธ์ที่จากความพยายามอันซับซ้อนร่วมกันของหลายฝ่าย ผ่านการแสดงบทบาทของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน วิกฤตการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการพื้ฐานของอาเซียน และความท้าทายในการรักษาความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ
การที่อาเซียนไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งภายในได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตนเอง อาจเปิดช่องให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการ “เลือกข้าง” กลยุทธ์การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐกับจีนกำลังสั่นคลอน เมื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงกับเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นที่แยกออกจากกันไม่ได้
การหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา คือภาพสะท้อนของความท้าทายที่กว้างขึ้นและพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปในภูมิภาคที่อยู่ระหว่างมหาอำนาจโลกสองขั้ว ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกำลังพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อย ๆ.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP, Ministry of Foreign Affairs PRC



