ขึ้นชื่อถือความเป็น “แม่” นั้น มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมและครอบครัว ในประเทศไทย “แม่” ไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้กำเนิด แต่ยังเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูบุตรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของครัวเรือน การทำความเข้าใจสถิติที่เกี่ยวข้องกับแม่ไทยจะช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์และความท้าทายที่ “เหล่าคุณแม่” ต้องเผชิญบทบาทที่ทรงคุณค่ายิ่งเช่นนี้..

ภาวะเจริญพันธุ์และอัตราการเกิด
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวน “แม่” และโครงสร้างประชากรในอนาคต ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุและจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงในระยะยาว
-อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate – TFR): ในปี 2567 ประมาณการณ์อยู่ที่ 0.9 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน โดยอ้างอิงจากข้อมูลโดย “Macrotrends” (ข้อมูลปี 2568 ประมาณ 1.44 คน, และ 2567 ประมาณ 1.45 คน) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการรักษาระดับประชากร (2.1 คน) อย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงไทยมีบุตรน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การลดลงนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนภาระพึ่งพิง (dependency ratio) และสร้างแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต
-จำนวนการเกิด ในปี 2565 มีจำนวนการเกิดต่ำสุดในรอบหลายปี โดยมีจำนวนผู้เกิดน้อยกว่าผู้เสียชีวิต ทำให้ประเทศไทยมีประชากรลดลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดย “สารประชากรมหิดล” ระบุว่าสถานการณ์นี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ประชากรโดยรวมของประเทศจะลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขนาดของตลาดแรงงานในอนาคต ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการจัดเก็บภาษีเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ
-แม่วัยรุ่น แม้ว่าอัตราการคลอดในแม่วัยรุ่น (อายุ 15-19 ปี) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เหลือประมาณ 24.4 คนต่อประชากร 1,000 คน ในปี 2564 แต่ปัญหานี้ยังคงเป็นความท้าทายทางสังคมที่สำคัญ เนื่องจากแม่วัยรุ่นมักต้องเผชิญกับ “ค่าเสียโอกาส” ที่ไม่เล็กน้อย เช่น การหยุดชะงักทางการศึกษา โอกาสในการทำงานที่จำกัดลง และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทั้งของแม่และบุตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวของทั้งครอบครัว

สุขภาพแม่และเด็ก
การดูแลสุขภาพของแม่และเด็กเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งแม่และบุตร รวมถึงเป็นรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ
-อัตราการตายของมารดา (Maternal Mortality Ratio) ประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 88 ต่อการเกิดมีชีพ 100,000 รายในปี 2543 เหลือ 34 ต่อการเกิดมีชีพ 100,000 ราย ในปี 2566 ข้อมูลจาก “World Bank” ชี้ว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอย่างมาก ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และการดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็กอย่างต่อเนื่อง

-การฝากครรภ์ ผู้หญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงบริการฝากครรภ์คุณภาพภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ฟรี โดยสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการตรวจครรภ์ การให้คำปรึกษา การตรวจสุขภาพ การอัลตราซาวด์ รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตและทันตกรรม การดูแลที่ครอบคลุมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจจับและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ช่วยให้แม่และเด็กมีสุขภาพแข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์และหลังคลอด
-การคลอดโดยบุคลากรทางการแพทย์ ประมาณ 99% ของผู้หญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยได้รับการทำคลอดโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะ JICA UNFPA Thailand ตัวเลขที่สูงนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความปลอดภัยในการคลอดบุตรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงทั้งต่อมารดาและทารก และช่วยให้ทารกแรกเกิดได้รับการดูแลที่เหมาะสมในทันที

แม่กับการทำงานและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ
แม่ไทยจำนวนมากต้องทำงานนอกบ้านเพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายและภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นที่เรียกว่า “ภาระสองทาง” (double burden) หรือ “สองบทบาท” (dual roles)
-ภาระงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน ผู้หญิงในประเทศไทยใช้เวลาโดยเฉลี่ยในการดูแลคนในบ้านและทำงานบ้าน (ซึ่งไม่ได้รับค่าตอบแทน) มากกว่าผู้ชายเกือบ 3 เท่า ภาระงานเหล่านี้รวมถึงการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และงานบ้านต่างๆ ซึ่งมักจะไม่ได้รับการยอมรับหรือเห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้หญิงมีเวลาส่วนตัวน้อยลง มีข้อจำกัดในการพัฒนาตนเอง หรืออาจต้องออกจากตลาดแรงงานเพื่อมาดูแลครอบครัวอย่างเต็มตัว
-ความท้าทายในการทำงาน แม่ทำงานมักเผชิญกับทัศนคติที่มองว่าตนเป็น “ภาระ” หรือ “คนทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ” ขององค์กร ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติด้านอาชีพ การขาดโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง หรือการไม่สามารถใช้สิทธิ์ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ
-นโยบายสนับสนุน มีการผลักดันให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนแม่ทำงาน เช่น แนวทางการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible work arrangements) ซึ่งช่วยให้ “คุณแม่” สามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น และการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง (ปัจจุบัน 98 วัน โดยได้รับค่าจ้าง) วมถึงการจัดตั้งห้องให้นมบุตรในสถานที่ทำงาน นโยบายเหล่านี้มีส่วนช่วยให้แม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานได้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้หญิงสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รวดเร็วขึ้นหลังคลอด

นโยบายและการสนับสนุนสำหรับแม่
รัฐบาลไทยและภาคส่วนต่างๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนแม่และครอบครัว เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคม
-การส่งเสริมการมีบุตร นโยบายส่งเสริมการมีบุตรรวมถึงการจัดบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี, การส่งเสริมการลาของสามีเพื่อช่วยดูแลบุตร, และการขยายวันลาคลอดของแม่ ซึ่งมาตรการเหล่านี้มุ่งหวังที่จะลดภาระของพ่อแม่ผู้ปกครอง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
-สวัสดิการ มีการจัดสวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวเปราะบาง รวมถึงเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความยากจน และสนับสนุนการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มครอบครัวที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม
-การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีความพยายามยกระดับนโยบาย “เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว” สู่ระดับชาติ เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์จากการกินนมแม่ถึง 6 เดือนแรกและนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองและร่างกายของเด็ก รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ทั้งในแม่และเด็กในระยะยาว

สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาท “คุณแม่” ในสังคมไทย ที่นอกจากจะต้องทำงานนอกบ้านแล้ว ยังต้องดูแลชีวิตครอบครัวให้ดี การสนับสนุนจากภาครัฐและสังคมผ่านนโยบายส่งเสริมการมีบุตร สวัสดิการต่างๆ รวมถึงการผลักดันสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของแม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ “คุณแม่” ทุกคนสามารถทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างสรรค์อนาคตที่แข็งแกร่งให้กับประเทศของเราต่อไปค่ะ..
ขอบคุณข้อมูลจาก macrotrends,สารประชากรมหิดล,‘แม่วัยรุ่น’ ค่าเสียโอกาสที่ไม่เล็กของแม่เด็กในประเทศไทย,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ),World Bank,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,UNFPA,Thailand Policy Lab



