ว่าไป ในปี 2568 นี้ เอาแค่ที่เพิ่งผ่านมาเจ็ดเดือน ก็เข้าใจว่า คงมีคนบอกว่า ตัวเองตาสว่างบ้าง ตัวเองตาลุกโพลงบ้าง ในหลายเรื่องที่เกิดขึ้น แบบว่า ถ้าสื่อทำสรุปข่าวใหญ่คงเลือกกันเครียดน่าดู สายชังรัฐบาลก็บอกว่า “นี่รัฐบาลกลียุค” ซึ่งมันก็ดูอคติเกินไป แต่หลายคนคงคิดว่า ดวงเมืองปีนี้เพี้ยนๆ จริงๆ มีเรื่องตั้งแต่ต้นปี

เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สะเทือนถึงกรุงเทพครั้งแรก ความที่ไม่เคยเจอเรื่องนี้ หลายคนบนตึกเลยคิดว่า ตาลายเพราะแก่ หรือถ้าเด็กลงมาหน่อยก็สงสัยตัวเองว่า น้ำในหูไม่เท่ากันหรือเปล่า ถึงได้เวียนๆ หัว เดินแล้วจะร่วง ..สรุปไม่ใช่ทั้งแก่ทั้งป่วย เลยวิ่งกันขาขวิดลงมาจากตึก ระหว่างนั้น เกิดเหตุการณ์สุดช็อค คือ ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ถล่มลงมาด้วย ถล่มแบบลักษณะที่เรียกว่า เละเป็นผุยผงเลยทีเดียว

อันนี้..ไม่น่าจะเรียกว่า ทำให้ใครตาสว่าง เพราะหลายคนก็มีความคิดเรื่องการใช้งบประมาณก่อสร้างของรัฐบาล ว่า “มันต้องมีไม่ชอบมาพากลบ้างแหละ” หรือตั้งงบแบบหลักกลและเหตุผลาญเพียบไปหมด แต่ที่ตาเหลือก คาดไม่ถึงคือ ใช้การก่อสร้างที่ห่วยแตกขนาดนี้  แรงสั่นไหวไม่กี่ริกเตอร์ก็ป่นลงมาเลย  แถมเป็นตึกของ“หน่วยงานที่ตรวจสอบผู้อื่น”  แอคชั่นของ สตง.ก็ประหลาดๆ ให้จับมือกันหายใจลึกๆ แทนที่ผู้ว่า สตง. จะเร่งล่าตัวคนผิด คือ ผู้ทำสัญญา บริษัทแบบ บริษัทรับเหมา มาดูว่า มีการสอดไส้อะไรตรงไหน ที่ทำให้สเปควัสดุเปลี่ยน บริษัทจีนเข้ามาเกี่ยวในการก่อสร้างหรือไม่

ในที่สุด อัยการก็เพิ่งสั่งฟ้องคดีนี้ไปไม่นาน ก็ไม่ทราบว่า จะโดนแต่เอกชนหรือเปล่า แต่ประเด็นที่ทำให้คนไทยตาสว่าง หรืออาจเรียกว่า ตาเหลือก คือ “เราจะหวังความปลอดภัยในอาคารรัฐสร้างใหม่อาคารไหนได้บ้างเล่านี่” เพราะกรณี สตง. อาจเข้าข่ายโกงสเปควัสดุ  เช่นนั้นแล้ว อาคารไหนของรัฐมีสภาพเป็นตึกเต้าหู้ คือโครงสร้างไม่แข็งแรงอีก

ตาเหลือกต่อมา คือ เราได้รู้ถึงการตั้งงบประมาณมหาศาลเรื่องอาคารสถานที่ ตึก สตง.132 ล้านบาทนั่นยังไม่รวมอะไรต่างๆ ในตึก ห้องพักผู้บริหาร ห้องน้ำผู้บริหาร ห้องสโมสรฯลฯ ที่แต่ละอย่างแพงจนน่าขนลุก ..เรื่องวัสดุแพง พ้นจาก สตง. ก็เห็นมาเริงร่ากันในการของบสัปปายะสภาสถาน หรือชื่อของรัฐสภา รายการปรับปรุงอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ปรับปรุงศาลาแก้ว ปรับปรุงสร้างห้องสมุดใหม่ ปรับปรุงห้องประชุม กมธ. ปรับปรุงห้องฉายหนัง 4D ซึ่งไม่ทราบว่า จะผลิตหนังแนวไหนมาฉาย ?  หนังประวัติศาสตร์ชาติไทยช่วงกรุงเก่าหรือช่วงรัฐประหาร ?

ข้ออ้างที่ยกๆ มาสู้กันก็แบบว่า เพื่อความเป็นเกียรติเป็นศรีเวลาแขกไปใครมา  เพื่อประชาชนได้ใช้ด้วย เช่น พิพิธภัณฑ์  ห้องสมุด ห้องฉายหนัง 4D  ก็..เอาเป็นว่า เราไม่ใช่คนของบคงไม่เข้าใจเขา ซึ่งล่าสุดก็โดนตัดไปเยอะในชั้น กมธ.งบประมาณ โดย “สส.แบงค์”ศุภณัฐ มีนชัยนันทน์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ( ปชน.) ที่เป็นอนุ กมธ.ด้านสิ่งปลูกสร้าง บอกว่า “ปี 69 งบที่เข้าห้องอนุ กมธ.สิ่งก่อสร้าง ยอด 320,000 ล้าน  เราตัดงบได้คือ 2,878 ล้าน สูงสุดอันดับ 1  และยังมีงบผูกพันในอนาคตที่ตัดไปได้อีกราว ๆ 1,700 ล้านบาท รวมแล้วปีนี้ช่วยเซฟงบไปได้ 4,500 ล้าน  แต่ถ้าทุกพรรคร่วมใจตัดงบไร้สาระจริงๆ เชื่อว่าจะประหยัดงบให้ประเทศได้อย่างน้อยๆ 3 หมื่นล้าน”

ที่ สส.แบงค์พูด ก็ฟังดูว้าวซ่าอยู่ ว่า แต่ละปีเขาจัดงบอาคารสถานที่กันอย่างไร นี่ยังไม่ได้พูดถึงวัสดุอุปกรณ์เกรดพรีเมี่ยมข้างในนั้น ซึ่งก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ที่เขาบอกว่า “ก็เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรี” ในโลกยุคนี้ การมีวัตถุไว้เชิดหน้าชูตาก็สำคัญ แขกไปใครมาเขาก็มองดี เปลือกที่สวยงามจะทำให้เราดูน่าเคารพ น่าเชื่อถือ  คงได้แต่บอกว่า “อย่าเสนอจัดซื้อให้มันเวอร์นัก” แบบสมัยรัฐบาลปูที่ซื้อนาฬิกาสภาเรือนนึงหลักแสน ก็ไม่ให้แสดงอิทธิฤทธิ์พิเศษอะไรได้

เหตุการณ์ตึกถล่ม การทำงานของพรรคประชาชน ( ปชน.) เหมือนจะทำให้คนไทยตื่นตัว ตาสว่างเรื่องเกี่ยวกับโทษของการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น  มันเสียหายเรื่องงบประมาณแผ่นดินมาก นอกจากรัฐบาลกลางแล้ว ควรจะต้องไปดูการใช้งบท้องถิ่นด้วย เพราะข่าวว่า “จัดซื้อจัดจ้างกันสนุกอยู่” ถนนบางสายมีงบซ่อมทุกปี ไม่เสร็จสักปี การทุจริตในทุกระดับชั้น มันเกี่ยวกับความปลอดภัย คุณภาพชีวิตของเราด้วย  …มีเรื่องการของบแพงของแต่ละกระทรวง  ไปจนถึงการจัดทำโครงการสัมมนาอะไรเยอะแยะ ที่ปรับ ผันงบไปจัดซื้อจัดจ้างอย่างอื่นได้ ที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาฯ เพิ่งโดนไป หลายคนคงตาสว่างกับเรื่องการใช้งบประมาณ และจากนี้คงจะติดตามประเด็นงบประมาณกันมากขึ้น เพราะปีนี้ที่ถูกตีแผ่ มันมีสีสันเยอะ และน่าสนใจว่า “ผันไปเป็นงบให้มีผลหาเสียงหรือไม่”

ประเด็นหนึ่งที่คิดว่า เป็นวาระตาสว่างแห่งปี แบบสว่างกันแสบตาทีเดียว เพราะเหมือนโดนแสงมฤตยูยิงเข้าตารัวๆ ให้รู้เห็นกันไปเลย..  คือประเด็นเกี่ยวกับพระสงฆ์ มันเริ่มจากอยู่ ๆ มีข่าว อดีตพระเทพวชิรปาโมกข์ หรือ “ทิดอาชว์” อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศฯ สึก แล้วก็ไปสอบกันอีท่าไหนไม่ทราบ กลายเป็นลากพระชั้นผู้ใหญ่ออกมาได้เป็นหางว่าว ว่า แต่ละคนไปพัวพันกับสีกาคนเดียว ชื่อ“สีกากอล์ฟ”  เราได้เห็นลีลาการหยอดหวานของพระบางคนผ่านไลน์หลุดด้วย  การสอบสวนพบว่า สีกากอล์ฟมีรูปและคลิปกับพระเก็บไว้กว่าหมื่นรูป คือไม่รู้ถ่ายอะไรได้ขนาดนั้น แล้วคนโดนถ่ายนี่ไม่ได้อางขนางใจเลย ? แบบว่า ซื่อกับทางโลกมากๆ  

พระเกี่ยวสีกามีใครบ้าง ก็ตามนี้ https://www.dailynews.co.th/news/4917287/

อันนี้คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สงฆ์ไทยครั้งใหญ่  ซึ่งถ้าใครคิดแบบชายเป็นใหญ่ ก็คงจะโทษนางสีกากอล์ฟ ว่า ไปจับพระแถววิทยาลัยสงฆ์จนเป็นเรื่องเป็นราว  นางคนนี้ควรตกอเวจีมหานรก ข้อหาทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ บลาๆ .. แต่ก็มีมุมมองประเภทเราอย่าไปยึดความเชื่อทางศาสนาติดกับบุคคลเลย  พุทธทำนายก็บอกว่า พุทธบริษัท 4 นี่แหละที่จะทำให้ศาสนาเสื่อม  มีทั้งนักบวชทั้งพวกเสียสติไปตีความคำสอนใหม่ให้ตัวเองเป็นศาสดา เป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้อง ทั้งที่เอาจริง ที่สุดแล้วก็เป็นมนุษย์ขี้เหม็นเท่าเทียมกันนี่แหละ

ลาภยศสรรเสริญอะไรเป็นเจ้าคุณเจ้าคณะ ชั้นเทพ ชั้นพรหม มันก็เรื่องสมมุติหมด เหตุการณ์สีกากอล์ฟคงทำให้รู้สึกกันว่า “ทั้งฆราวาสทั้งพระแหละ ไม่ควรไปหลงสมมุติตรงนั้น” และจะดีขึ้นถ้าเหตุการณ์นี้สอนได้ล้ำขึ้นไปอีกว่า ศาสนาพุทธนี่เขาสอนให้ปฏิบัติจนล่วงทุกข์ ปฏิบัติด้วยตัวเองให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ..ผู้นับถือพระพุทธศาสนาจึงควรตาสว่าง มามุ่งการปฏิบัติมากกว่าการจ่ายเงินให้พระ เพราะคิดว่า พระจะเป็นคนไปจองที่บนสวรรค์ให้

ที่ไม่เกี่ยวกับสีกา ก็มีวัดม่วง ที่เจ้าอาวาสถึงขนาดมีเงินลงทุน  ล่าสุด วัดพระบาทน้ำพุที่โด่งดังเรื่องช่วยผู้ป่วยเอดส์ ก็โดนจับจ้องเรื่องใช้เงินบริจาค และวัดรวยผิดปกติหรือไม่ ..ลองคิดดูว่า การที่เราทำบุญ กลายเป็นตามใจให้พระเสียคนเรื่องเงินหรือไม่.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่