น้ำลดตอผุด เป็นไฟลามทุ่ง ในวงการสงฆ์ไทย ล่าสุดเจอเข้ากับ “วัดพระบาทน้ำพุ-อดีต หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี หรือ“ทิดอลงกต ถูกขุดคุ้ยจนเรื่องแดงขึ้นมาแบบอึ้งกันทั้งประเทศ เจอทั้งปลอมประวัติการศึกษา ปิดบังตัวตนมายาวนาน เปลี่ยนชื่อ จาก “เกรียงไกร เพชร์แก้ว” มาเป็น “อลงกต พูลมุข” เพื่อหนีคดีเกณฑ์ทหารจนคดีหมดอายุความ

สาวไปให้ลึกสาเหตุที่ถูกออกมาแฉ เกิดจาก “หมอบี” เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักในฐานะ “ทูตสื่อวิญญาณ” มีโลกหลายใบ ใช้ชีวิตหรูหรา จนเจอสายเกรียนโซเชียลตามสืบ ถึงพฤติการณ์ใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ โยงไปถึง “อดีตพระอลงกต”

สุดท้ายเจอมือปราบอย่าง “บิ๊กเต่า” ”พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จับมัดตราสัง จับศึกส่งทั้ง “ทิดอลงกต และหมอบี” เข้าคุกพร้อมดำเนินคดี

ถือเป็นสถานการณ์เลวร้ายซ้ำซากในวิกฤติวงการสงฆ์ไทย โดยพระสงฆ์กระทำตัวเสื่อมเสีย ทำลายความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องผู้ที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว และที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้คือ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่เก็บปัญหาไว้ใต้พรมมานาน ถึงขนาดที่ใครต่อใครเอ่ยปากอยากให้ยุบ และตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อชำระล้างสิ่งโสโครกออกให้หมด

นาทีนี้คงต้องให้กำลังใจชาวพุทธศาสนาอย่าเพิ่งหันหลังให้กับศาสนา เพียงเพราะผู้เผยแพร่ศาสนาอย่างพระสงฆ์ทำตัวเสื่อมเสีย เพราะนั่นแค่ตัวบุคคลไม่กี่คนที่ทำให้เกิดปัญหา แต่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจได้ดี 

สำหรับเหตุการณ์ทางโลกก็วุ่นวายไม่แพ้กัน ในวังวนการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ “แพทองธาร ชินวัตร” ผิดจริยธรรมร้ายแรง พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันทีและครม.พ้นทั้งคณะ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 ในคดีคลิปเสียงสนทนา “อังเคิลฮุนเซนกับหลานอิ๊งค์”

ซึ่งเป็นคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของ สว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

แต่ก็ยังมีคดีร้อนคดีร้ายเป็นมรสุมรอถล่มแวดวงการเมืองอีกหลายระลอก จนมีการวิเคราะห์ว่า คดีความนิติสงครามทั้งหลายอาจเป็นจุดล้มกระดานการเมืองได้ เพราะแต่ละคดีล้วนมีข้อกล่าวหารุนแรง ส่อโดนประหารชีวิตทางการเมือง

เริ่มตั้งแต่การฟาดฟันกันระหว่าง ค่ายแดงVSน้ำเงิน “พรรคเพื่อไทย-พรรคภูมิใจไทย” ในสนามรบการเมือง ในคดีฮั้วเลือกสว.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 สรุปผลสอบส่งให้กกต.พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งสิ้น 229 คน แบ่งเป็น สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ จำนวน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน โดยมีข้อกล่าวหาโยงถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทย

เป้าหมายสำคัญคือ การโล๊ะกระดานสว.สีน้ำเงิน หวังเปลี่ยนถ่ายอำนาจ จากน้ำเงินเป็นแดง เปลี่ยนผู้คุมบังเหียน เป็นนายใหญ่แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า แต่อย่าลืมว่าอำนาจองค์กรอิสระยังอยู่ในมือค่ายสีน้ำเงิน ดังนั้นเกมนี้ไม่ใช่หมูในอวยแต่นอน

นอกจากนี้ยังมีคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ “พรรคเพื่อไทย” โดย “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรมเวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี  ปักหมุดลุยเพิกถอนคดีเขากระโดง ส่งคืนให้การรถไฟตามคำสั่งศาลล่าสุดออกมาบอกชัดเท่าที่ดูไทม์ไลน์ภายในสิ้นเดือน ก.ย.น่าจะชัดเจนทั้งหมด

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการสร้างรันเวย์ ในพื้นที่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่ดีเอสไอลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสร้างสนามบินส่วนตัวรุกทางสาธารณะและที่ดินในนิคมลำตะคอง หรือบุกรุกที่ดิน สปก. หรือไม่ 

แต่ พรรคภูมิใจไทย ดิ้นสู้แบบต่อตาฟันต่อฟัน บี้ ดีเอสไอ เลิกดอง คดี “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล”  รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ในรัฐบาลแพทองธาร ถูกกล่าวหาขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่ง ป.ป.ช.ส่งสํานวนคืนให้ตั้งแต่ปี 62 ผ่านมา 6 ปี ยังส่งฟ้องอัยการไม่ได้ เหตุมีการเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาหลายครั้งจนใกล้จะหมดอายุความ เหมือนคดี “อัลไพน์” ทำให้กังขาสาเหตุ เพราะเป็นรัฐมนตรีรัฐบาลแพทองธาร ร่วมถือหุ้นด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ “แพทองธาร” ยังต้องมาเจอคดี“ตั๋วพีเอ็น” ที่“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กัดไม่ปล่อย จี้ถามรมว.คลัง กลางสภาถึงความคืบหน้าการตรวจสอบตั๋วสัญญาใช้เงินหรือพีเอ็นของ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซื้อหุ้นจากญาติพี่น้องเพื่อเลี่ยงภาษี แต่การตรวจสอบล่าช้า ทั้งที่ยื่นตรวจสอบตั้งแต่เดือนมี.ค.2568 และไม่มีกรอบเวลาแล้วเสร็จ  ส่อว่า รมว.คลัง รมช.คลัง และอธิบดีกรมสรรพากร ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ที่หนักสุดเห็นจะเป็นกรณีที่ กลุ่มภาคประชาชน ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณารับเรื่องขอให้ตรวจสอบการกระทำผิดฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ที่บัญญัติไว้ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประ จำปี 2568 หลังครม.มีมติตัดงบประมาณ 35,000 ล้านบาท ที่มีการให้ไปกู้ตามมาตรา 28 นำไปใช้หนี้นโยบายเรือธง เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท และต้องชดใช้ดอกเบี้ยพร้อมเงินกู้ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ห้ามมิให้แตะต้องเงินงบประมาณดังกล่าว

โดยขอให้ปปช.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในยุค “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” โดยแถมพ่วงไปยัง สส.- สว.ชุดปัจจุบัน ทำผิดปรับงบ 68 ส่วนใช้หนี้มาแจกเงินหมื่น พร้อมให้ชดใช้เงินใน 20 ปีและหากป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ประเด็นนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ถ้าศาลชี้ว่าผิด

ส่วนพรรคส้ม รอเจอสึนามิลูกใหญ่กับคดี 112 กรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล กระทำการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ส่งหนังสือให้สส.44 ดำเนินการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไปแล้ว ซึ่งก็ใกล้เข้ามาทุกขณะถือเป็นวิบากกรรมของพรรคส้มในวัยเฮี้ยว

นอกจากเรื่องการเมืองยังป่วนแล้ว ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังไม่มีทีท่าจะจบง่าย ล่าสุดทหารไทยต้องเสียขาไปอีก 1 ประกอบกับคนเขมรพื้นที่หนองจาน อยากได้พื้นที่ของไทยที่เคยอยู่เอาเป็นของตัวเอง ทำเอาคนไทยไม่ทนลุกขึ้นขับไล่แถมยังมีการรวมตัวกันไปชุมนุม สถานการณ์ล่อแหลมอาจเป็นตัวเร่งสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก

สถานการณ์ดูแล้วน่าเป็นห่วง ขณะที่นักการเมืองไทยเองก็ล้วนแต่มีแผลเป็นชนักปักหลังรอนิติสงครามชี้ชะตาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง ปี 69 รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ การเมืองพลิกคว่ำพลิกหงาย อย่างนี้ ประชาชนจะกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้นกี่โมง?

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่