ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า น..แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พร้อม ครม.ทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ นั้น ทำให้หลายฝ่ายอดกังวลไม่ได้ว่า จะกลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด! คอยซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังวิกฤติอยู่แล้ว ให้แย่หนักลงอีกหรือเปล่า

เพราะ…อย่าลืมว่า ณ เวลานี้ สารพัดสารเพปัญหา ที่กำลังรุมเร้าประเทศไทยนั้นมีไม่น้อย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แม้ในยกแรกได้ตัดสินกันชัดเจนมาแล้วที่ 19% ก็ตาม แต่กระบวนการทำงานยังต้องเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะในเรื่องของสินค้านับหมื่นรายการที่ไทยคิดอัตราภาษี 0% ให้กับสหรัฐ รวมไปถึงการเจรจาในส่วนของโลคอลคอนเทนต์ เรื่องของถิ่นกำเนิดสินค้า

ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังไม่มีีวี่แววที่จะยุติ หรือมีจุดจบตรงไหน ทุกอย่างยังอยู่ในภาวะอึมครึม เพราะต้นเหตุของคำตัดสินที่เกิดขึ้น ยังต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศไทย จนส่งผลกระทบต่อประชาชนแนวชายแดนเป็นจำนวนไม่น้อย ความหวาดกลัวในพื้นที่ 4 จังหวัดยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง
ความระแวงว่าเหล่าทหารกล้าของไทยจะต้องสูญเสียอวัยวะไปอีกเท่าใด ปัญหาเหล่านี้ยังมองไม่เห็นทางออกหรือจุดจบ

เหนือสิ่งอื่นใด “วิกฤติศรัทธา” ที่ประชาชนคนไทย กำลังหมดไปจากสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ความเชื่อมั่น ที่แทบไม่เหลืออยู่แล้ว จะทำอย่างไรต่อเพื่อให้สิ่งเหล่านี้กลับคืนมา เพราะตราบใดที่ “ความเชื่อมั่น” ไม่ฟื้นกลับคืนมา ต่อให้ขนสารพัดมาตรการมากระตุ้นเท่าใดก็ไม่กระเตื้องแน่นอน

แย่กว่าที่คาดแน่

แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายก็ตาม แต่ในแง่ของแวดวงธุรกิจแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะหากทุกอย่างไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เศรษฐกิจไทยก็มีแต่ชะลอลง จนอาจกู่ไม่กลับคืนมาก็เป็นไปได้ โดยเห็นได้จากมุมมองของ “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) ที่สะท้อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนเศรษฐกิจระยะยาว ไม่นับรวมความเสี่ยงจากการขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ภาษีของสหรัฐ ที่มีผลต่อการแข่งขัน จนอาจทำให้จีดีพีไทยเติบโตต่ำกว่าที่คาดไว้

ที่สำคัญ หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ ทั้งการเจรจาภาษีกับสหรัฐ การแก้ปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย ดังนั้น หลังจากนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน และประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับเอสเอ็มอี รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว ขณะเดียวกันเอกชนก็ต้องพึ่งตัวเอง ปรับตัวรับมือด้วย ไม่ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน หันใช้เทคโนโลยี

เร่งหานายกฯคนใหม่

สอดคล้องกับความคิดของ “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศ ไทย ที่มองว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นดุลพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ก็แสดงให้เห็นได้ชัดเจน ถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะอย่าลืมว่า เวลานี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด รวมถึงปัญหาปิดด่านชายแดน ซึ่งเอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยใกล้ชิด หากการเมืองไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นย่อมสั่นคลอนหนัก นักลงทุนก็ลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่ สิ่งสำคัญเวลานี้…. ฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำ สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ออกแบบมาตรการอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ อีกทั้งอยากเห็นทีมคณะรัฐมนตรี ที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

ห่วงนโยบายหยุดชะงัก

เช่นเดียวกับ “ธนากร เกษตรสุวรรณ” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ที่ได้แสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจ เพราะไม่ใช่เพียงแค่นายกรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากเก้าอี้ แต่หมายรวมถึงครม.ทั้งคณะ เท่ากับว่า นโยบายของรัฐบาลต้องชะลอหรือหยุดชะงักไป ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ ด้วยเหตุนี้บรรดาภาคธุรกิจจึงมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ทางภาคเอกชนได้เสนอไปให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจทั้งหลาย ก็ต้องหยุดชะงักไปด้วยเช่นกันไม่สามารถเดินต่อได้ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลาเท่าใดถึงจะมีครม.ชุดใหม่ ขณะที่ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อไป รวมไปถึง “ดีลภาษีสหรัฐ” ที่อาจเดินหน้าได้ แต่ก็ต้องรอให้ครม.ชุดใหม่มาสานต่อ

หายคลุมเครือ

อย่างไรก็ตามในอีกแง่มุมหนึ่ง เมื่อทุกอย่างชัดเจน ก็หายคลุมเครือ ใครต่อใครที่เกี่ยวข้อง ก็จะได้เดินหน้าต่อไปได้ โดย “ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า หลังจากนี้ ต้องมาดูว่า ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับนโยบายและมาตรการที่วางไว้ว่าจะเดินต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากงบประมาณประจำปี 69 ได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หากกิจกรรมต่างๆ ดำเนินการไปได้ ผลกระทบอาจไม่ได้มากนัก แต่เรื่องความเชื่อมั่นอาจส่งผลกระทบบ้าง แต่หลังจากนี้ คือ เรื่องของความชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา คนอาจชะลอการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งในส่วนของธปท.เองยังเชื่อว่าในเรื่องของเศรษฐกิจ ยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ยังคงต่อเนื่องได้ แต่หากมีอะไรที่เกินกว่านั้น ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า โดยสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจน ที่ผ่านมาคนอาจรอความชัดเจน จึงชะลอลงทุนไป แต่ในช่วงต่อไป ในแง่การตัดสินใจจะชัดเจนมากขึ้น

ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่

ขณะที่ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็เชื่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ เพราะเป็นเรื่องที่มีให้เห็นอยู่แล้ว แต่ข้อดีของการเมืองไทย คือ ที่ผ่านมาไม่ว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบใด ภาคธุรกิจไม่ได้หยุดชะงักไปทันที แม้การลงทุนภาครัฐจะช้า แต่ภาคเอกชนยังเติบโตและเดินต่อได้ เพราะนักลงทุนคุ้นเคย ที่สำคัญ…อยากได้ความต่อเนื่องของนโยบายที่ประกาศออกมามากกว่า ซึ่งในช่วงที่เหลือจากนี้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาสดใส นักลงทุนได้สัมผัสเรื่องดี ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจเข้ามาลงทุนในไทย และมีฟันด์โฟวด์เข้ามาเยอะขึ้น เห็นจากช่วงกว่า 1 เดือน มีต่างชาติกลับมาลงทุนในหุ้นไทยแล้ว 15,000-16,000 ล้านบาท เกิดจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เข้าไปเจรจากับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งคำตอบคือ…แม้ตลาดไทยยังตามหลังแต่ยังมีความน่าสนใจอยู่

เชื่อล้างไพ่ใหม่หมด

ส่วนมุมมองของ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บมจ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ บอกว่า เรื่องนี้ได้ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีความชัดเจนขึ้น และทุกคนมองว่าไม่ส่งกระทบต่อภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และกำลังซื้อ เนื่องจากมีความเข้าใจในสถานการณ์กันทุกคนอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีการเตรียมตั้งรับมือไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกับภาคประชาชนที่ไม่กังวล อีกทั้งที่ผ่านมางบประมาณปี 69 ได้ผ่านเป็นที่เรียบร้อย ฉะนั้น ด้านนโยบายต่าง ๆ ยังคงดำเนินงานต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่รอให้ผ่านพ้นแล้วมาตัดสินคดีนายกฯ ซึ่งช่วยให้เกิดความชัดเจน

ขณะที่ภาคประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดดังกล่าวต่ำลง หากรอดพ้นคดีก็ทำงานยากอยู่ดี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เชื่อว่าจะมีรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาขับเคลื่อนและใช้งบประมาณปี 2569 และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วงที่เป็นสุญญากาศในการเลือกตั้ง รวมไปถึงเป็นเรื่องดีต่อการล้างไพ่ใบใหม่และคืนสิทธิให้กับประชาชน ผ่านการเลือกตั้งใหม่ และทำให้เห็นถึงความยุติธรรมของศาลในการตัดสินคดี

งานหนักนายกฯใหม่

ด้าน “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีความเห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจไทย อาจกระทบทั้งการลงทุน ความเชื่อมั่น และทิศทางเศรษฐกิจ โดยกรณียังเป็นรัฐบาลขั้วเดิม และเปลี่ยนตัวเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ จะทำให้นโยบายเดินต่อเนื่อง​ นำโดยพรรคเพื่อไทย​ การสานต่อด้านต่าง ๆ ไม่น่าสะดุด แต่เสถียรภาพการเมืองยังเปราะบางเพราะคะแนนเสียงในสภาปริ่มน้ำเช่นกัน และความเสี่ยงต่อการเลือกตั้งหลังผ่านงบประมาณยังมีอยู่ แต่ถ้าหากเปลี่ยนขั้วรัฐบาล จะทำให้นักลงทุนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูนโยบายใหม่ แม้งบประมาณปี 69 ที่เริ่ม 1 ต.ค.นี้ ยังเดินหน้า แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจช้าลง เพราะนักลงทุนรอความชัดเจน โดยความเสี่ยงใหญ่ที่สุด คือการยุบสภา ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงัก กระทบการลงทุน โครงการก่อสร้าง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยตรง

ไม่ว่าจะเป็นฉากทัศน์​ใด เศรษฐกิจ​ไทยในช่วงครึ่งปีหลังก็มีความเสี่ยงเติบโตช้าลง โดยนายกฯคนใหม่กำลังจะเจอโจทย์หิน ที่เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส รัฐบาลไม่มีเวลาฉลอง ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นโดยเร็ว โดยอยากเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แจกเงินเพียงอย่างเดียว อีกทั้งต้องเร่งดึงดูดการลงทุน เปิดตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐ

เหตุสะดุดทางการเมืองครั้งนี้!! แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเกิดขึ้นมาแล้วถึง 4 ครั้งภายใต้รัฐบาลตระกูล “ชินวัตร” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่น และฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยที่โตรั้งท้ายในอาเซียน ให้ถูกประเทศอื่นทิ้งห่างขึ้นอีก โดยคนไทยก็ได้แค่ทำใจ มองชนชั้นปกครองเล่นการเมืองไป โดยที่ไม่สามารถหาที่พึ่งพิงที่จริงใจจากใครได้เลย!!.