ปีนี้เป็นปีที่ต้องยอมรับมี“ความสุดยอด”ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะคดีสีกาพาหมู่อาตมาสึก ซึ่งล่อพระผู้ใหญ่ไปหลายรูป ..ที่พระไปเจอสีกากอล์ฟคนดังได้ก็น่าจะเพราะคอนเนคชั่นในมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย  เรื่องนี้เล่นเอาประชาชนผิดหวัง ไปถึงจิกกัดเหน็บแนมว่า ..เห็นไหมขนาดพระที่บวชเรียนมานานชั้นพระเทพ พระครูอะไรพวกนี้ก็ยังละตัณหาไม่ได้ แบบนี้ศาสนาพุทธถูกทำลายสิ้น…

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ตามพุทธทำนายนั้น ผู้ทำลายศาสนาคือพุทธบริษัท 4 ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกากันเองนี่แหละ พระก็ส่วนหนึ่ง ขอให้ดูวัตรปฏิบัติเอาแล้วเห็นดีเห็นงามอยากเอาอย่างด้วย ไม่ใช่เห็นแล้วพากันเพลิดเพลินเลื่อมใสไป spoiled ให้พระเหลิง พระบางคนก็บวชเรียนมาแต่เด็กไม่ค่อยรู้จักโลก เห็นสีกามาใสๆ ไม่ทันคิด กว่าจะรู้ตัวก็เกมไปแล้ว ปาราชิกไปแล้ว ..ที่พระกลายเป็นอาชีพแทนที่จะเป็นสถานะ ส่วนหนึ่งก็มาจากเหล่าอุบาสกอุบาสิกาไปทำบุญด้วยปัจจัยกันเยอะ พอเห็นปัจจัยมากเข้าพระก็ตบะแตกได้ แบบว่า ..เอ๊ะ โยมคนนั้นนั่งรถสวยมาทำบุญ ก็อยากได้บ้าง เอาเงินทำบุญไปใช้กิจส่วนตัว เก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัว ต่อไปถ้าเชิญไปสวดอะไรใส่ซองน้อยๆ อย่าสะเออะเชิญ

ศาสนาพุทธไม่ถูกทำลาย ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในพระธรรมคำสอน… ฆราวาส อ่าน ปฏิบัติเองได้ ทั้งทางรักษาศีล ทางการปฏิบัติธรรม หลักการก็มีเบื้องต้นคือทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งข้อสามจะยากหน่อย ต้องละวางอัตตาอย่าคิดว่าตัวเองถูก ไอ้สิ่งที่เราเชื่อคือดีที่สุด ดูถูกคนอื่นว่าโง่  ดังนั้น พึงเป็นบุคคลที่ถูกตักเตือนได้ ละวางโลภะ โทสะ โมหะ พึงตระหนักว่า ทางพุทธเขาสอนว่านิพพานไปได้คนเดียว เกาะใครไปไม่ได้ต้องปฏิบัติเอง เข้าใจว่า กรรมคือการกระทำจากปัจจุบัน ไม่ใช่กรรมเก่าจากชาติก่อนที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้ากรรมนายเวร จะได้ไปเจรจาถูก… เมื่อกรรมเป็นผลจากการกระทำปัจจุบัน ก็พึงรู้ว่า เราทำอะไรกับใครก็จะถูกกระทำกลับในลักษณะเดียวกัน

หลี่กเลี่ยงการคบค้ากับคนทุศีล  เพราะต่อให้เราทำดีรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์อย่างไร คนทุศีลก็เบียดเบียนวันยังค่ำ หลักมงคลชีวิตเขายังย้ำชัดว่า อย่าคบคนพาล ซึ่ง “คนพาล” ไม่ใช่แค่พวกประทุษร้ายทางกายและวาจาต่อเรา แต่คือที่ไม่หวังดี คนเห็นแก่ตัว คนที่หลอกใช้เราเพื่อผลประโยชน์แห่งตัว จับได้ก็ตัดออกจากสารบบชีวิต  

จากกรณีพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ เหมือนเห็นคนรอบตัวผิดหวังหนักมาก เพราะไม่คิดว่า จะร่วมขบวนพระที่ถูกครหาด้วย บางคนยังบอกว่า “หมายหัวไว้นะว่ามีพระต้องโดนอีก มีชื่อในใจแล้วด้วยว่าใคร แต่ไม่คิดว่าเป็นพระอลงกต พระนักพัฒนา” กรณีวัดพระบาทน้ำพุถูกฉีกประจานครั้งใหญ่นี้  เห็นว่าต้นเรื่องมันนิดเดียว คือมี“ผู้เกี่ยวข้องกับคดี”บางคนไปทำทัวร์แล้วมีปัญหา ตอนแรกทัวร์จะไปลงที่รายนี้คนเดียว กลายเป็นจะจับปลาเล็กได้ปลาใหญ่ซะอย่างนั้น

อยากให้ลองคิดว่า เหตุการณ์พระอลงกตเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราได้ปัญญา ว่า “ไม่ควรด่วนทิ้งตัวที่จะเชื่อมั่นใคร” ใช้เวลาพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน กระแสเย้ยหยันไยไพอดีตพระอลงกต ก็ดูไว้เป็นแนวทางชีวิตว่า “อย่าประมาท” ที่ไม่ได้หมายความว่า “ทำอะไรอย่าให้ใครจับได้” แต่เข้าใจความประมาทว่า อย่าเหลิงละลอยลมไปกับชื่อเสียง ตัณหา เพราะวันที่ล้มมันเจ็บหนัก ..อดีตพระอลงกตก็คือคนๆ หนึ่งที่คลื่นชีวิตยกสูงกว่าคนอื่น พอตกลงมาก็เจ็บหนักกว่าคนอื่น และเยียวยายากยิ่ง เพราะความไม่โปร่งใสในขณะถือครองสมณเพศถูกแฉอย่างไม่ลดละ ท่าจะแก้ตัวไม่ได้ด้วย

ถ้าจะขอให้ดูความดี วัตรที่เคยปฏิบัติชอบ อุบาสกอุบาสิกาหลายคนก็ยอมรับ แต่หลายคนไม่ยอมรับอีกแล้ว เพราะเห็นว่า เอาเงินไปใช้จ่ายสะสมกิเลสแห่งตนและผู้ใกล้ชิด ชาวบ้านที่ศรัทธาพระพุทธศาสนา เชื่อว่า การทำบุญด้วยทานกับพระ คือการบำรุงสาวกบุตรแห่งตถาคต เงินแทบไม่มีก็ยังเจียดมาทำบุญ พอเอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่ายสนุกสนานแบบนี้มันสะเทือนใจทั้งคนทำบุญทั้งคนไม่ได้ทำ และที่อุบาสกอุบาสิกาหลายคนรับไม่ได้แรงที่สุด คือการใช้ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV มาเป็นตัวสร้างปริเวทนาหาเงินบริจาคมาโป้ง!! รวยกันอยู่ในวัด

วัดพระบาทน้ำพุเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในด้านที่พึ่งสุดท้ายของผู้ป่วยจากการติดเชื้อ HIV ( ประโยคนี้ต้องเล่าถึงการนิยามแบบใหม่ ถ้าติดเชื้อคือผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นอาการติดไวรัสทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่สุดแล้วจะติดโรคแทรกซ้อนมากมายอย่างเช่นวัณโรค โรคจากเชื้อรา ) วัดพระบาทน้ำพุทำเรื่องนี้มานานจนอดีตพระอลงกตกลายเป็น “เทพเจ้าเอดส์” ( เห็นสื่อเมื่อก่อนตั้งฉายา แต่อ่านแล้วพิกลไงก็ไม่รู้ ) ช่วง 20-30 ปีก่อน ความรังเกียจผู้อยู่ร่วมกับเชื้อยังมีสูงมาก จากความไม่เข้าใจ ความเชื่อที่ว่ามันติดง่ายมาก ..ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเมื่อก่อนถูกสังคมกดดันจนใช้ชีวิตไม่ได้ บ้างก็ “เอาคืนสังคม”โดยเอาเข็มเปื้อนเลือดตัวเองไปไล่ทิ่มคนตามที่สาธารณะ.. กลุ่มที่น่าสงสารมากคือกลุ่มค้าประเวณี ที่หาเงินส่งที่บ้านใช้จ่าย ตอบสนองคำเห็นแก่ตัว “เป็นหน้าที่และความกตัญญู” แต่เมื่อป่วยเพราะติดเชื้อ ถูกหามมาวัดพระบาทน้ำพุ

ภาพลักษณ์ดีๆ ของวัดถูกรักษาคงไว้ตลอด เมื่อไรที่อดีตพระอลงกตออกมาเปรย “อาจต้องปิดวัดเพราะไม่มีเงิน” ธารน้ำใจก็ไหลหลากมาเอง แต่เมื่อเกิดเรื่อง ขบวนการแฉทำงาน พบว่า ผู้อยู่กับเชื้อไม่ได้อยู่ในวัดมากอย่างที่ใครๆ ต่างคิด และที่รับไม่ได้มากๆ คือ วิทยาการเดี๋ยวนี้ก้าวหน้ามียาต้านกินเม็ดเดียวต่อวันอยู่ กลับมีอดีตพยาบาลอาสาแฉว่า ทางผู้ดูแลไม่ยอมให้ใช้ยาต้านเนื่องจากถ้าผู้ป่วยอาการดีจะหาเงินไม่ได้ ..และต่อมา เงินบริจาคก็ถูกพบว่า ไปสร้างสะสมวัตถุทั้งนั้น ของบริจาคอะไรถูกวางดายถ้าไม่ใช่เงิน ไอ้ที่ว่าซื้อยาๆ กลายเป็นตกเบิก สปสช.

เมื่อเราดูความเคลื่อนไหวในโลกโซเชี่ยลฯ ที่วิพากษ์วิจารณ์ น่าแปลกใจที่ชาวเน็ตหลายคน กลับแสดงความไม่เข้าใจในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อในปัจจุบัน ยังมีอาการเหยียด ที่ลามมาถึงการเหยียดกลุ่มเกย์ กลุ่มหลากหลายทางเพศ เป็นความไม่รู้หรือความรู้สึกหมั่นไส้อยากเย้ยหยันก็ไม่ทราบ ถ้าเป็นทั้งสองอย่างคือการสื่อสาร การเรียนการสอนผิดพลาด  ไม่รู้ คือสื่อสารไม่ทั่วถึง ถ้าหมั่นไส้อยากเหยียบให้จมดินซ้ำ ก็สื่อสารล้มเหลวเรื่องความเห็นอกเห็นใจ ( empathy )

เอาง่ายๆ ว่า สิ่งที่ควรรู้คือ การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่ติดกันง่ายๆ แบบโควิด กลุ่มเสี่ยงคือกลุ่มไม่ป้องกันตัวในการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะป้องกันตัวเดี๋ยวนี้มันก็มียา PrEP  ไว้กินก่อนมีเซกส์ แต่ไม่ใช่ไปซื้อเองสุ่มสี่สุ่มห้า ยาพวกนี้ตามสถานบริการสาธารณสุขมีแจก เพียงแต่ต้องเจาะเลือดกันก่อนให้รู้ว่า ไม่มีเชื้อ ไม่งั้นกินๆ ไปเชื้อดื้อยาไม่หายกันพอดี ..หรือกรณีที่ไปมีเซกส์แบบลืมป้องกัน จะหน้ามืดหรืออะไรก็ตาม ไปจนถึงการถูกล่วงละเมิดทางเพศ  คนไทยมีสิทธิ์รับยา PEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อฉุกเฉินได้ แต่ก็ต้องตรวจเลือดก่อนเช่นกัน ถุงยางก็หาไม่ยาก เอนจีโอด้านสุขภาพเยอะแยะ ตามสถานบริการสาธารณสุขก็มีแจก ..ก็แค่ท่องคาถาไม่ประมาทแล้วป้องกันตัวเองเสีย

รู้ตัวว่าติดเชื้อเร็ว ก็รีบเข้าระบบรับยาต้าน กินไปจุดหนึ่งกดค่าไวรัสในเลือดให้ต่ำลงจนมันไม่แพร่ ก็ดูเหมือนคนธรรมดาๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเชื้อในตัว ทั่วโลกเขาก็มีแนวทางการแก้ไขปัญหา  ให้ประชาชนได้รับการตรวจให้ได้มากที่สุด หากพบว่ามีเชื้อ ต้องเข้าสู่ระบบการรับยาต้านให้ได้ 95% และให้รับยาต้านต่อเนื่องจนกดค่าไวรัลโหลดในเลือดจนมันไม่แพร่ ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ 95%  ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อต้องให้ความสำคัญในการดูแลตัวเองด้วย ไม่ใช่ยาต้านเดี๋ยวกินเดี๋ยวหยุด รอให้มันออกดอกก่อนแล้วกินใหม่ กินตามแพทย์แนะนำ ลองเปลี่ยนความคิดเป็นโรคที่ต้องกินยาตลอดชีวิต เช่น เบาหวาน ความดัน เกาต์ดู

การแก้อคติไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อวันนี้เราพบว่า “ปัญหาการตีตรา การมีอคติกับผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ”ยังมีมาก จากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าววัดพระบาทน้ำพุ เป็นโจทย์ที่ฝ่ายเกี่ยวข้องต้องคิดหาวิธีจัดการ. 

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่