ทั้งนี้ เรื่อง “ชาติล้มเหลว” นี่ ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลมุมวิชาการมาสะท้อนต่อ ซึ่งมิใช่การชี้เฉพาะเจาะจงถึงชาติไทยหรือชาติใด ๆ หากแต่นับว่าน่าพิจารณา “น่าสนใจมาก” ทีเดียว ซึ่งเป็นข้อมูลจากบทความวิชาการเรื่อง “ทำไมชาติล้มเหลว : บทปริทัศน์หนังสือ Why Nations Fail” โดย ศ.ปราณี ทินกร ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา ที่มีการเผยแพร่ไว้ทาง เว็บไซต์เศรษฐสาร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นบทความที่ยึดโยงจากหนังสือเล่มดัง…
“พลังร่วมระหว่างสถาบันเศรษฐกิจแบบครอบคลุม และสถาบันการเมืองแบบครอบคลุม จะก่อให้เกิดวงจรดีงาม (virtuous circle) ซึ่งจะเกื้อหนุนให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองและมีการเติบโตอย่างยั่งยืน”…นี่เป็นเนื้อหาช่วงท้าย ๆ จากบทความโดย ศ.ปราณี ที่ยึดโยงจากหนังสือ Why Nations Fail : The Origins of Power, Prosperity, and Poverty ที่เขียนโดย แดรอน อาเซโมกลู นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (MIT) กับ เจมส์ เอ โรบินสัน นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยชิคาโก โดย สำนักพิมพ์ Crown Business ตีพิมพ์เมื่อปี 2555 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องจากนักวิชาการระดับโลกมากมาย โดยเฉพาะการ “ตั้งคำถาม” ที่ว่า “ทำไม??”…
“บางชาติที่ดูเหมือนมีอะไรคล้ายกัน…
กลับมีการเมืองและเศรษฐกิจต่างกัน”
ทั้งนี้ จากคำถามนี้ ทาง ศ.ปราณี ได้มีการถอดใจความสำคัญจากหนังสือเล่มดังกล่าว และได้ถ่ายทอดผ่านบทความไว้ โดยสังเขปนั้นมีว่า… การถกเถียงระหว่างอาจารย์อาเซโมกลู และอาจารย์โรบินสัน การถกเถียงว่า “ทำไมชาติที่ดูเหมือนมีอะไรคล้ายกันกลับแตกต่างกันในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและทางการเมือง” ได้สร้างคุณูปการที่สำคัญ โดยหลังจากการพิจารณาตัวอย่างมากมายหลากหลายประเทศในประวัติศาสตร์ นักวิชาการทั้ง 2 ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า… ปัจจัยที่ชี้ขาดการพัฒนาเศรษฐกิจคือสังคมเปิด กับความเต็มใจในการยอมรับการทำลายอย่างสร้างสรรค์ และหลักนิติธรรม

ขณะที่ “ปัจจัยที่จะทำให้ประเทศสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้” นั้น ในหนังสือที่ทาง ศ.ปราณี ได้มีการนำมาถอดความก็ได้มีการชี้ไว้เช่นกันว่า… จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสถาบันเศรษฐกิจและสถาบันการเมืองที่เหมาะสม โดย 2 นักวิชาการระดับโลกผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ได้มีการอภิปรายไว้ว่า… การพัฒนาที่ดีจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีระบบการเมืองแบบพหุนิยมเปิดกว้าง และมีการเปิดกว้างสำหรับผู้นำทางการเมืองคนใหม่ ตลอดจน ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างสถาบันการเมือง กับสถาบันเศรษฐกิจ ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นความยากจน อีกด้วย
ทาง ศ.ปราณี ทินกร ได้ถอดความจากหนังสือดังกล่าวที่มี 15 บท มีความยาว 529 หน้า และถ่ายทอดเป็นความรู้ไว้ผ่านบทความ โดยหยิบยกประเด็นการแบ่ง “กลุ่มสถาบันเศรษฐกิจและสถาบันการเมือง” ที่ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้…
กลุ่มหนึ่งคือ… สถาบันแบบตักตวงหรือกอบโกย (extractive institutions) สถาบันที่ เอื้อต่อคนจำนวนน้อย ที่เป็นกลุ่มชนชั้นนำหรืออีลิท (elite) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือความมั่งคั่ง ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการกดขี่ โดย ประเทศที่มีสถาบันรูปแบบนี้มักมีปัญหาเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้ อีกทั้งตลาดมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อผู้เข้าแข่งขันรายใหม่และมักเกิดสภาพการแข่งขันที่ไม่มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงมีการกระจุกตัวของอำนาจในคนกลุ่มน้อย โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และปราศจากหลักนิติธรรม…ข้อมูลกลุ่มแรกนี้นี่ “ชวนคิดอย่ายิ่ง??”
อีกกลุ่มคือ… สถาบันแบบครอบคลุม (inclusive institutions)สถาบันเศรษฐกิจและสถาบันการเมืองที่ เอื้ออำนวยให้มีกฎระเบียบที่มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย และมีเสรีภาพทำตามความฝันและความสนใจของแต่ละบุคคล จึงก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และได้รับการสนับสนุนของทุกฝ่าย ทำให้ ไม่ค่อยเกิดปัญหาด้านกฎหมายและการบังคับใช้ อีกทั้งระบบตลาดเปิดกว้างจึงเอื้อต่อผู้แข่งขันรายใหม่ ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันรูปแบบนี้ยังเอื้อต่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกคน ทำให้มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลนักการเมือง ผู้มีอำนาจ และมีการยึดมั่นในหลักนิติธรรมสูงกว่ากลุ่มแรก …ข้อมูลกลุ่มหลังนี่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่าก็คงแน่นอน…ไม่ว่ากับประชาชนชาติใดก็ “อยากให้มี!!”
ในช่วงท้ายบทความเรื่อง “ทำไมชาติล้มเหลว : บทปริทัศน์หนังสือ Why Nations Fail” โดย ศ.ปราณี ทินกร ได้สรุป “ข้อคิด” ไว้ว่า…หนังสือเล่มดังกล่าวได้นำเสนอทฤษฎีไว้ว่า… การพัฒนาเศรษฐกิจ ความรุ่งเรือง หรือความยากจน ของประเทศต่าง ๆ นั้น มีรากฐานมาจากสถาบันเศรษฐกิจและสถาบันการเมือง ทำให้การพัฒนาที่ดี ความเจริญรุ่งเรือง และการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเกิดขึ้นกับบางประเทศ และไม่เกิดขึ้นกับบางประเทศ …ซึ่งกับประเด็นนี้ก็ “น่าพิจารณายิ่ง”…
ทั้งนี้ โดยสังเขปจากที่สะท้อนต่อข้อมูลมาข้างต้นนี้ก็คงพอ “ฉายภาพ–บ่งชี้”ได้ชัดเจนว่า…สถาบันทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยรากฐานด้านหนึ่ง ขณะที่ “สถาบันทางการเมืองก็ปัจจัยรากฐานสำคัญยิ่ง”ต่อกรณี “ชาติรุ่งเรือง?-ชาติล้มเหลว?”
“ชาติรุ่งเรือง” เพราะ “เพื่อชาติกันจริง”
ส่วน “ชาติล้มเหลว” นั้น “แค่อ้างชาติ”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



