จากกระแสดราม่าบนโซเชียลจนทำให้เกิดคำถามว่า “ใครเลียนแบบใคร?” ที่มาจากกรณี “คลิปทำอาหาร” ซึ่งพลเมืองโซเชียลได้มีการนำมาเปรียบเทียบกันระหว่าง “คลิปของคนไทย” กับ “คลิปของคนจีน” ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นเพียงแค่ดราม่า แต่เป็นภาพสะท้อน “พฤติกรรมสังคมดิจิทัล” ที่เราควรทำความเข้าใจร่วมกัน

“ความต่างต้นทุน” เมื่อ “แรงบันดาลใจ” ปะทะ “สูตรสำเร็จ”

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร อาจารย์สาขาวิชาเอกการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว ได้อธิบายถึง “ปรากฎการณ์ฟรีไรเดอร์ (Free Rider) ที่เพิ่มขึ้นในโลกคอนเทนต์ปัจจุบันในเชิงเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลไว้ว่า เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแสที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องลงทุน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกลุ่มนี้ ทำให้ตลาดความคิดสร้างสรรค์ถูกบีบให้มีพื้นที่เหลือน้อยลง จนกลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” และด้วยความที่ “ต้นทุนดิจิทัลที่ต่างกัน” ระหว่างคนที่เป็นต้นฉบับ กับคนที่ทำตามเลียนแบบซึ่งคนที่เป็นต้นฉบับนั้นต้องมีต้นทุนหรือคอสต์มากกว่าคนที่ทำตาม แถมต้องใช้ความพยายามกว่าจะทำให้สไตล์ รูปแบบ หรือคอนเทนต์นั้นโด่งดังเป็นผลสำเร็จ ขณะที่คนที่ทำตามนั้น ต้นทุนแทบจะเป็นศูนย์

“ด้วยต้นทุนที่ต่างกันระหว่างออริจินัล กับคนที่ก๊อบปี้ ที่ทำให้เกิดสถานการณ์น่าเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้เกิดรูปแบบดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพราะมุ่งเน้นเพียงการเดินตามรอยความสำเร็จของคนอื่น เพื่อต้องการรายได้ หรือความสำเร็จเร็ว ๆ โดยไม่สร้างสรรค์สไตล์หรือรูปแบบใหม่ ๆ ของตัวเองขึ้นมา กรณีนี้ก็อาจทำให้พื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ที่มีน้อยอยู่แล้วในเวลานี้ยิ่งมีพื้นที่เล็กลงไปเรื่อย ๆ” ดร.รัตนวดี กล่าวเรื่องนี้

ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร

เข้าใจ “เหตุผล-ปัจจัย” เบื้องหลังทำตามเลียนแบบ

ด้าน ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการสื่อสาร นักวิชาการนวัตกรรมสื่อสาร มศว ได้อธิบายถึงธรรมชาติของมนุษย์ผ่านทฤษฎีจิตวิทยาว่า การทำตามสิ่งที่เห็นภายนอกเป็นทางลัดที่ง่ายกว่าการทำความเข้าใจในวิธีคิด โดยเฉพาะในยุคที่ อัลกอริธึมคอยส่งเสริมคอนเทนต์ที่เป็นกระแสให้ยิ่งโดดเด่น ทำให้หลายคนอยากมีตัวตนที่คนอื่นมองเห็น แต่ไม่อยากรอนาน ๆ และไม่อยากฝึกฝนเรียนรู้เหมือนกับคนสมัยก่อน จึงเลือก “ใช้สูตรสำเร็จที่คนอื่นทำได้” นำมาใช้ โดยไม่พยายามสร้างขึ้นเอง จนส่งผลทำให้เกิดพฤติกรรมเด่นขึ้นมา คือ “อยากสำเร็จไว อดทนไม่พอ รอไม่ได้“…

“แม้การใช้ Reference หรือนำไอเดียมาต่อยอดจะเป็นเรื่องปกติของครีเอเตอร์มือใหม่ แต่ที่ต้องระวังคือการสูญเสียเสน่ห์เฉพาะตัว จากการที่ติดอยู่ในวังวนการทำตามกระแสเพียงอย่างเดียว” ผศ.ดร.อาทิตยา เตือนเรื่องนี้

“ทางแพร่งยุค AI” เพิ่มมูลค่า..หรือแค่ความบันเทิง

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Agentic AI งานวิจัยที่ทาง ดร.รัตนวดี ได้เคยมีการศึกษาโดยการสำรวจ “พฤติกรรมคนไทยในโลกออนไลน์ยุค AI” ผ่านเครื่องมือ Social Listening พบว่า… จากการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลดิบกว่า 78,000 รายการ ก่อนนำมาคัดกรอง ทำให้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า… คนไทยมีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ AI กว่า 1 ล้านครั้งในเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 7 นาที ผ่านแบรนด์และช่องทางต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดย ดร.รัตนวดี กล่าวว่า จากข้อมูลดังกล่าวความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการใช้ AI แต่เป็นคุณภาพการใช้ AI มากกว่า เพราะกลุ่มตัวอย่างกว่า 80% เน้นใช้เพื่อความบันเทิง โดยมีแค่ 10% ที่ใช้เพื่อสร้างมูลค่า ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็จะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลไทยแน่นอน…

“ผู้เสพคอนเทนต์เน้นความบันเทิง แต่ไม่ได้ต้องการประโยชน์เชิงมูลค่า จึงไม่สนหรือไม่แคร์ว่าคอนเทนต์ที่ดูเป็นของจริงหรือของก๊อบปี้ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นแรงผลักให้อัลกอริธึมยิ่งส่งเสริมให้เกิดการทำตามเลียนแบบแนวทางของคนที่ทำสำเร็จมาก่อนซ้ำ ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ” ดร.รัตนวดี นักวิชาการคนเดิมสะท้อนความน่ากังวลเรื่องนี้

ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์

“ใช้เกณฑ์ 3C” จับผิดได้ “ใครของจริง-ใครก๊อบปี้”

เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ ผศ.ดร.อาทิตยา แนะนำให้เหล่าครีเอเตอร์กลับมาสำรวจตัวเองผ่านหลัก 3C เพื่อสร้างความยั่งยืนในสายอาชีพ และยังสามารถใช้เป็นหลักพิจารณาเพื่อดูว่า “ใครเลียนแบบใคร?” ได้แก่ C ตัวแรก Character (คาแรคเตอร์) C ตัวที่สอง Content (คอนเทนต์) และ C ตัวที่สาม Creativity (ครีเอทีฟวิตี้) โดยนักวิชาการคนเดิมย้ำว่า การสร้างตัวตนอาจต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าการทำตามสูตรสำเร็จ แต่ท้ายที่สุดจะเกิดคุณค่าอย่างแท้จริงและยั่งยืน  

นี่เป็น “มุมวิเคราะห์” จากนักวิชาการ มศว ทั้งสองท่าน ได้แก่ ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ และ ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร ที่สะท้อน“ปรากฏการณ์สังคมดิจิทัล” ที่เกิดขึ้น หลังเป็นกระแสดราม่าเกี่ยวกับ “ของจริง-ของเลียนแบบ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเแค่กดราม่าเท่านั้น แต่ยังมีภาพซ้อนลาง ๆ ของ “ทางแพร่งของยุค AI” ที่จำเป็นจะต้องมีกลไกช่วยให้สังคมเกิด AI Literacy” เพื่อ “รู้เท่าทันเทคโนโลยี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ “อัลกอริธึมเป็นผู้กำหนดเทรนด์” จนเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดการผลักดันคอนเทนต์ที่เป็นเทรนด์ซ้ำ ๆ ให้ขึ้นมาอยู่ในจุดสนใจ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม “ทำตามสูตรสำเร็จ” จนกลายเป็นความย้อนแย้ง เมื่อหลายคนอยากมีตัวตนในโลกดิจิทัล…แต่ไม่อยากฝึกฝน…ไม่อยากสร้างเอง.

                                                                                                                  ทีมสกู๊ปเดลินิวส์