ทั้งนี้ “โรคไข้ดิน”ที่ชื่อไม่ดังนี่ก็เป็นอีก “ภัยเงียบ!!” ที่ก็มีคนไทยเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตร ซึ่งจากสถานการณ์ที่หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังก็ต้องระวังโรคนี้เป็นพิเศษด้วยเช่นกัน โดยมีข้อมูลว่า…
“ไข้ดิน…คนไทยป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
และ “อาจมีผู้ป่วยสูงกว่าข้อมูลที่มี!!”
ดังนั้น “โรคที่ชื่อไม่คุ้นนี่ก็ต้องระวัง!!”
เกี่ยวกับข้อมูล“อีกภัยเงียบคนไทย”อย่างการ “ป่วยโดยมีสาเหตุจากโรคไข้ดิน” นั้น…มีการเปิดเผยเรื่องนี้ไว้ผ่านทาง เฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุไว้ว่า… มีข้อมูลจากงานวิจัยทางวิชาการชี้ว่า อัตราป่วยตายจากโรคไข้ดินในไทยอาจจะสูงถึง 28-40% ซึ่งแตกต่างจากตัวเลขที่เคยรายงานไว้เพียง 2-5% อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคนี้มีอัตราเสียชีวิตเกือบ 40% และสูงขึ้นอีกในกลุ่มที่อาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด …นี่เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ
และในเฟซบุ๊กของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ยังได้มีการอธิบายถึง “โรคไข้ดิน” ดังกล่าวนี้ไว้ว่า… โรคนี้มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า “Melioidosis” หรือออกเสียงในภาษาไทยว่า “เมลิออยโดสิส”ซึ่งเป็นโรคที่ เกิดจากเชื้อ Burkholderia pseudomallei ที่อาศัยในดิน และน้ำขัง โดยเฉพาะตามพื้นที่เกษตร โดย การติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสดินหรือโคลนปนเปื้อนผ่านบาดแผล หรือสูดดมฝุ่นดินหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคนี้เข้าไปซึ่งชื่อโรคอย่าง “ไข้ดิน” นั้น ชื่อนี้ก็ มาจากการที่โรคนี้เกี่ยวข้องกับดิน เป็นหลัก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือผู้ทำงานกลางแจ้งในพื้นที่ที่มีลักษณะดินชื้น

ข้อมูลในแหล่งดังกล่าวระบุไว้ว่า… “เมลิออยโดสิส” หรือ “ไข้ดิน” เป็นกลุ่ม โรคติดเชื้อที่ได้รับสมญาว่า… “นักเลียนแบบผู้ยิ่งใหญ่ (The great mimicker)” เนื่องจากมีอาการหลากหลายเหมือนลอกเลียนโรคอื่นได้มากมาย ตั้งแต่ปอดบวมจนถึงวัณโรค ทำให้การวินิจฉัยเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือพบว่า… “เชื้อโรคไข้ดินเป็นหนึ่งในเชื้อโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลก!!”โดยมีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ประเมินว่า… ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกด้วยโรคนี้ถึงราว 89,000 ราย ซึ่งมีอัตราสูงกว่าไข้เลือดออก ใกล้เคียงกับโรคหัด โรคนี้จึง เป็นอีกภัยเงียบที่ต้องระวัง!!
ในไทยก็ต้องระวังภัยเงียบนี้เช่นกัน!!
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการ “ป้องกัน–เฝ้าระวัง” โรคที่เป็นภัยเงียบโรคนี้ ข้อมูลในบทความโดย ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี สะท้อนไว้ว่า… การป้องกันโรคนี้ดูเหมือน ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ “ข้อจำกัดหลายด้าน” ทั้งการรับรู้โรคในระดับปฐมภูมิที่ยังต่ำ หรือจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า เนื่องจากไข้ดินมีอาการคล้ายโรคอื่น ๆ รวมไปถึงความพร้อมของห้องปฏิบัติการและยาจำเพาะในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่มีไม่เพียงพอ ตลอดจนการควบคุมโรคในประชากรที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาเมื่ออาการรุนแรงแล้ว ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ
การติด“เชื้อโรคไข้ดิน” เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ Burkholderia pseudomallei ที่เป็น เชื้อฉวยโอกาสที่อาศัยอย่างอิสระในสิ่งแวดล้อม ในดิน โดยเฉพาะในดินเหนียวที่มีลักษณะชื้นและแหล่งน้ำต่าง ๆซึ่งแหล่งที่พบเชื้อบ่อย คือ ดินในนาข้าว แปลงผัก สวนยางพารา แหล่งน้ำตามธรรมชาติทั่วทุกภาค โดยช่องทางการติดเชื้อเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.ทางผิวหนัง ผ่านบาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วนบนผิวหนัง ที่สัมผัสโดยตรงกับดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ, 2.การหายใจ หายใจเอาฝุ่นดินหรือละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปในปอด โดยเฉพาะช่วงหลังเกิดพายุ ฝนตกหนัก น้ำท่วม, 3.การรับประทาน โดยรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป …นี่เป็นข้อมูลโดยสังเขป “ช่องทางที่อาจทำให้ติดเชื้อ”
สำหรับ “อาการ” เมื่อติดเชื้อ “โรคไข้ดิน”ในแหล่งข้อมูลเดิมระบุไว้ว่ามีหลายรูปแบบ… 1.ติดเชื้อเฉพาะที่ มักจะเกิดเป็นแผล ฝี หนอง ตามผิวหนัง หรือ 2.ติดเชื้อที่ปอด ที่พบบ่อยสุด โดยมีอาการตั้งแต่หลอดลมอักเสบเล็กน้อยจนถึงปอดอักเสบชนิดเนื้อตายรุนแรง โดยผู้ป่วยจะ มีไข้สูง ไอ เจ็บหน้าอก ปวดศีรษะ ซึ่งภาพถ่ายรังสีอาจคล้ายกับวัณโรคหรือ 3.ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที อาจเสียชีวิตใน 2-3 วัน หรือ 4.ติดเชื้อแพร่กระจาย ก่อให้ เกิดฝีหนองในอวัยวะภายในหลายแห่งพร้อมกัน เช่น ตับ ม้าม ไต ต่อมลูกหมาก กระดูก ข้อต่อ สมอง หรือ 5.ติดเชื้อเรื้อรัง มักมีอาการนานกว่า 2 เดือน หรือมีอาการคล้ายวัณโรค เช่น มีไข้ต่ำ น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง
ทั้งนี้ “กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังพิเศษ” ได้แก่ ผู้เป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่ดื่มสุราปริมาณมาก และผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ อาทิ โรคไต โรคปอด โรคตับ ธาลัสซีเมีย ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ขณะที่อาชีพเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคไข้ดิน เช่น เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา, คนงานก่อสร้าง, ทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ระบาด หรือพื้นที่มีน้ำท่วมและดินโคลน …นี่เป็นข้อมูลโดยสังเขปที่ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ได้มีการแจ้งเตือนไว้
“ไข้ดิน–เมลิออยโดสิส” โรค “ชื่อไม่ดัง”
แต่ก็ “ระวัง!!…เป็นภัยเงียบที่ถึงตาย!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



