ทั้งนี้ กับแง่มุมเรื่องนี้ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อเป็นมุมมองของนักวิชาการที่มองกรณีลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมี “มูลค่าที่สูงจนน่าตกใจ” ว่า… นอกจากสะท้อนความเป็นสินค้าของกีฬาแล้ว ยังสะท้อนมิติสังคมวิทยาที่น่าสนใจด้วย…
โดยเฉพาะ “อำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ในกีฬา”
ที่ถูกนำมาผูกโยงเข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่อดีต
จนยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นใน “โลกกีฬาสมัยใหม่”

ผศ.ดร.ชาญ พนารัตน์
ทั้งนี้ กับการวิเคราะห์ในประเด็นเรื่องนี้ถูกสะท้อนผ่านมุมมองของนักวิชาการ คือ ผศ.ดร.ชาญ พนารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่พูดถึงประเด็นดังกล่าวไว้ในเวทีเสวนาผ่านระบบออนไลน์ โดยนักวิชาการรายนี้มองว่า… ปัญหาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่มีตัวเลขสูงลิ่วเป็นภาพสะท้อนของอำนาจซับซ้อนที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความบันเทิงของผู้คน ผ่านเกมกีฬา โดย “มูลค่าของฟุตบอลโลก” บ่งชี้ชัดเจนว่า…
“กีฬายุคใหม่” ได้กลายเป็น “สินค้าเต็มตัว”
จนกลายเป็นฐานของอำนาจในมิติต่าง ๆ
ในเวทีเสวนาออนไลน์ดังกล่าว ผศ.ดร.ชาญ นักวิชาการคณะสังคมศาสตร์ มศว ได้สะท้อนมุมมองเรื่องนี้ว่า… คำถามคลาสสิกที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงเสมอคือ “กีฬาเป็นสากล และต้องไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง” ซึ่งนักวิชาการท่านนี้มองว่า… ประโยคลาสสิกนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้วกับยุคนี้ เพราะความเป็นจริงนั้น “กีฬาคือการเมืองแน่นอน” และเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจมาทุกยุคสมัย เพราะถ้าหากพลิกหน้าประวัติศาสตร์ดูก็จะพบว่า… แม้จะเริ่มต้นด้วยความสนุกสนานและตื่นเต้น แต่กีฬาก็พัวพันกับโครงสร้างอำนาจอย่างแยกไม่ออกมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะกีฬาคือรากฐานสำคัญในการก่อร่างสร้างตัวและดำรงอยู่ของรัฐ ทั้งในฐานะเครื่องมือรวมศูนย์อำนาจ หรือเครื่องมือเพื่อควบคุมความรุนแรงให้อยู่ในระบบระเบียบ..
นักวิชาการคนเดิมยังสะท้อนไว้อีกว่า… ในสังคมจารีตยุคโบราณนั้น ผู้มีอำนาจยังจงใจใช้กีฬาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกและกำกับ “สถานภาพทางชนชั้น” ของผู้คนอีกด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโครงสร้างสังคมชนชั้นสูงและชนชั้นล่างไม่ให้เกิดการล้ำเส้นกัน โดยโลกการเมืองและกีฬามีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในยุคลัทธิล่าอาณานิคม เมื่อรัฐสมัยใหม่เริ่มเข้ามาควบคุมและรวมศูนย์ความรุนแรงทางการเมือง ควบคู่กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของผังเมืองและการคมนาคมขนส่ง โดยได้ใช้ “กีฬาสมัยใหม่เป็นอาวุธลับ” หรือเครื่องมือในการส่งผ่านและกระจายอำนาจ โดยผูกโยงเข้ากับการค้าและการปกครอง
กีฬาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้ความบันเทิง
แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวัฒนธรรม

ส่วน ประเทศไทย นั้น ผศ.ดร.ชาญ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มศว กล่าวว่า… กีฬาสมัยใหม่ถูกนำเข้ามาเผยแพร่และมีบทบาทอย่างเด่นชัดในช่วงรัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุผลด้านการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินเช่นกัน ซึ่งเวลานั้น รัฐได้เลือกใช้กีฬาเพื่อเป็นเครื่องมือหล่อหลอมและฝึกฝน “ความเป็นชายแบบใหม่” เพื่อลดทอนความรุนแรงและความก้าวร้าว และเพื่อปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมความเป็นชายของกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชนชั้นนำ (Non-elite) ที่มักนิยมใช้กำลังตัดสินปัญหา ด้วยเหตุนี้ในเวลานั้น กีฬาสมัยใหม่จึงเข้ามาทำหน้าที่จัดระเบียบสังคม ให้ผู้คนรู้จักใช้เวลาว่างที่มีอย่าง “เหมาะสมและมีวินัย”
“กีฬาสมัยใหม่ที่เข้ามาในไทยตอนนั้น เข้ามาในจังหวะที่สอดรับกับวิถีสังคมไทยในเวลานั้นพอดี ที่กำลังพยายามก้าวข้ามความเป็นดั้งเดิมและต้องการสลัดภาพลักษณ์เก่า ๆ เพื่อก้าวสู่ความทันสมัยในสายตาของอารยประเทศ” …เป็นภาพสะท้อนของเกมกีฬาในอดีต ที่ครั้งหนึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมเช่นกัน
นักวิชาการคนเดิมยังชี้ว่า… การผูกโยงระหว่างกีฬาและสังคมกับอำนาจที่เกิดขึ้นในอดีต เริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” หรือโลกการค้าเพิ่มขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 หรือราวปี ค.ศ. 1850 เมื่อโครงข่ายโทรคมนาคมขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้ กีฬาสมัยใหม่ถูกแปรรูปกลายเป็นสินค้า ในระบบเศรษฐกิจแบบสมบูรณ์ และสิ่งที่ผลักดันให้กีฬาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดคือ “กติกาที่เป็นสากล” เช่น กีฬาฟุตบอลที่ถูกทำให้เป็นสากล และกลายเป็นภาษาโลกที่ทุกคนเข้าใจตรงกันและรับชมร่วมกันได้ เมื่อมีการแข่งขันภายใต้กฎเดียวกัน ทำให้ความนิยมในฟุตบอลพุ่งสูงขึ้นอย่างถล่มทลาย…
“ความนิยมมหาชนเป็นสิ่งที่เชื่อมกีฬาไปสู่แหล่งอำนาจทางการค้า ดูได้จากฟุตบอลโลกปี 1966 ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ จนเกมกีฬาขยายตัวสู่มหาชนอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นกิจกรรมทำเงินได้อย่างมหาศาล และนับตั้งแต่นั้นกีฬาก็เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจรัฐมาโดยตลอด ดังนั้นกีฬาจึงเป็นการเมืองแน่นอน จนการแยกกีฬาออกจากการเมืองทำได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย”…ผศ.ดร.ชาญ กล่าว และนี่เป็น “มุมสะท้อน” ผ่านมิติสังคมวิทยา…
เพื่อฉายภาพ “กีฬากับอำนาจ” ไม่เคยแยกกัน
อยู่ที่ใครใช้อย่างไร…หรือได้ประโยชน์เช่นไร?.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



