ทั้งนี้ กับเรื่องดังกล่าวยังพบว่า “ภาพจำในอดีตยังเป็นปัจจัยสำคัญ” ซึ่งกับเรื่องนี้ประเด็นนี้ในทางวิชาการก็ให้ความสนใจวิเคราะห์ไว้ผ่านมุมจิตวิทยา ว่าด้วยเรื่อง “เพศกับการเลือกสาขาวิชาเรียน” ซึ่ง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล…
“ภาพอดีต” ยัง “มีผลผูกติดเรื่องเพศ”
ยังคง “ส่งผลต่อการเลือกสาขาเรียน”
และก็ “อาจส่งผลต่อโอกาสในชีวิต??”
เกี่ยวกับเรื่องนี้…มีบทความบทวิเคราะห์“เพศกับการเลือกสาขาวิชา : ภาพจำกับข้อมูลจริงในสังคมไทย” ที่ร่วมจัดทำโดย ดร.ศุภณัฐ ศรีอุทัยสุข อาจารย์แขนงวิชาจิตวิทยาเชิงปริมาณ และ ดร.ธนัชพร จรัสจรุงเกียรติ กับ ดร.พิมพ์มาดา เจริญศิลป์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผยแพร่ไว้ใน เว็บไซต์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยบทความบทวิเคราะห์ชิ้นนี้สะท้อนเรื่อง “เพศกับการเลือกสาขาวิชาเรียน” ไว้ “น่าคิด??”
หลักใหญ่ใจความสำคัญมีว่า… แม้ในไทยมีการเปิดกว้างและให้การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น หากแต่ ยังคงพบ “อุปสรรค” จาก “ภาพจำเดิม ๆ” ผ่านคำว่า… “เหมาะ” กับเพศชาย หรือเพศหญิง เกี่ยวกับ “สาขาวิชาที่เลือกเรียน” ซึ่งจากสิ่งที่ยังคงพบก็สะท้อนชัดเจนว่า… เรื่องเพศยังคงมีความสัมพันธ์กับการเลือกศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในสังคมไทยเนื่องจากภาพจำทางสังคมมักมองว่า…ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนโยนและละเอียดอ่อน จึงเหมาะกับงานที่ต้องดูแลเอาใจใส่ เช่น พยาบาล หรือครู ในขณะที่ผู้ชายมีความถนัดด้านตรรกะและภาวะผู้นำ จึงเหมาะกับอาชีพอย่างวิศวกร หรือนักบิน เป็นต้น …นี่เป็น “ข้อจำกัดที่ยังมีเรื่องเพศมาเกี่ยว” ในการ “เลือกสาขาเรียน–เลือกอาชีพ” อันเนื่องจากภาพจำ

ในแหล่งข้อมูลดังกล่าวยังสะท้อนไว้อีกว่า… จากการสำรวจ “ภาพเหมารวมทางเพศ (gender stereotypes) ของนักเรียนไทย” พบว่า… นักเรียนมัธยมปลายมีความเชื่อว่าแต่ละสาขาวิชามีความเหมาะกับเพศที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น “เพศชาย” ร้อยละ 90 เหมาะกับการเรียนสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และร้อยละ 78 เหมาะกับการเรียนสาขาวิชาการเขียนโปรแกรม ส่วน “เพศหญิง” ร้อยละ 90 มองว่าผู้หญิงเหมาะกับการเรียนสาขาวิชามนุษยศาสตร์และอักษรศาสตร์ ขณะที่ผลสำรวจยังพบข้อมูลน่าสนใจคือ…นักเรียนไม่น้อยมองว่าผู้หญิงเหมาะกับการเรียนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากกว่าผู้ชาย
นี่คือ “สิ่งที่พบจากมุมมองคนรุ่นใหม่”
ที่ “เพศ…ก็ยังเกี่ยวกับการเลือกเรียน”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลสำรวจที่พบนั้นจะสะท้อนมุมมองกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง “เพศกับสาขาวิชาที่เลือกเรียน” หากแต่คณะผู้ทำวิจัยก็ยังคงมีคำถาม คือ… “ภาพจำเหล่านี้สอดคล้องความเป็นจริงหรือไม่??” จึงได้มีการเปรียบเทียบผลสำรวจนี้กับข้อมูลสถิติของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่องการสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ที่พบว่า… ช่วงปี 2550-2567 ภาพจำนักเรียนมัธยมปลายใกล้เคียงกับความเป็นจริงของบัณฑิตสาขาต่าง ๆ ของไทย อาทิ… สาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ผู้หญิงมีสัดส่วนสำเร็จการศึกษาสูงกว่าผู้ชาย หรือราว 60-80%
นอกจากนั้น ผู้หญิงยังครองสัดส่วนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับภาษา เช่น ภาษาเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส รวมถึงภาษาอังกฤษ สูงถึง 75-90% มาตั้งแต่ปี 2550 โดยตลอด ขณะที่ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยในสาขาวิศวกรรมแทบทุกแขนง อย่างไรก็ตาม แต่ระยะหลัง ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนเรื่องนี้ก็เริ่มปรากฏความเปลี่ยนแปลง โดย สัดส่วนผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในสาขาวิชาเกี่ยวกับวิศวกรรม แต่ก็ยังคงมีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ชาย …นี่เป็นข้อมูลทางสถิติ
ชี้ชัด “สัดส่วนเพศกับสาขาวิชาเรียน”
“ผู้หญิง–ผู้ชาย” นั้น “ภาพจำเดิมยังอยู่”
ในบทความบทวิเคราะห์ระบุไว้ด้วยว่า… จากการสำรวจมีข้อค้นพบน่าสนใจอีกประการคือ สัดส่วนผู้หญิงมีแนวโน้มลดลงในสาขาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และการเขียนโปรแกรม โดยเฉพาะสาขาเกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่มีจำนวนผู้หญิงและผู้ชายอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันผู้หญิงสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาดังกล่าวเพียงร้อยละ 30 ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนผู้หญิงที่เรียนจบสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ …กรณีนี้ก็น่าพินิจพิจารณา
ทั้งนี้ ข้อมูลในแหล่งเดิมดังกล่าวได้เสนอแนะไว้ในช่วงท้ายว่า… ความเชื่อว่าสาขาใดเหมาะกับเพศใด อาจจะมีผลต่อการเลือกเส้นทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ไข หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ท้ายที่สุดเรื่องนี้อาจจะส่งผลต่อโครงสร้างกำลังคนในตลาดแรงงานจริงของประเทศไทย ซึ่งถ้ายังคงยึดติดความเชื่อว่าสาขาใดเหมาะกับผู้ชายหรือผู้หญิง จะ ทำให้โอกาสและความหลากหลายในการพัฒนาทางวิชาชีพถูกจำกัด ให้แคบลง
“เลือกสาขาเรียนตามเพศ” นั้น “ยังมี”
ยังมี “แม้จะเข้าสู่ยุคเพศหลากหลาย”
ก็น่าคิด…“แล้วที่ไม่ชายไม่หญิงล่ะ??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



