“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เตรียมนำ คณะรัฐมนตรี(ครม.) “อนุทิน1” ปักหมุดแถลงนโยบายต่อเวทีรัฐสภาแบบเต็มแม็ค เพื่อ“คิกออฟ”เดินหน้าทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มสูบ ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง จาก 8 กลุ่มพรรคการเมือง ได้แก่ ภูมิใจไทย 68 คน, พรรคกล้าธรรม 25 คน, พรรคพลังประชารัฐ 17 คน, รวมไทยสร้างชาติ 16 คน จากกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น, เพื่อไทย 8 คน, ไทยสร้างไทย 3 คน, ประชาธิปัตย์ 3 คน ที่เหลือเป็น สส. พรรคเล็ก และ สส. กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รวม 6 คน เข้ามาร่วมด้วยประกาศเดินหน้า 4 ภารกิจตามนโยบายเร่งด่วน 4 ด้าน ที่เป็นภัยคุกคาม และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน  คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านความมั่นคง 3.ภัยธรรมชาติ และ 4.ภัยสังคม

โดยด้านความมั่นคงได้วางตัว “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมทัพด้วย “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.หวัง สยบปัญหาชายแดนให้สงบ  แต่ก็ยังไม่ทันได้เริ่มก็โดนทัวร์ลงหลัง “บิ๊กเล็ก”ประกาศเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดตราดและจันทบุรี จนต้องรีบออกมาแก้ข่าวดับไฟร้อน

ล่าสุดมีเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย- กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว “นายกหนู” ออกสเต็ปตีชิ่ง ชี้ว่า พื้นที่ที่มีปัญหาเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ดังนั้นอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ฝ่ายทหาร รัฐบาลจะรับฟังผู้ปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนโดยตรง

ดังนั้น 4 เดือนนี้ต้องรอดูรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร จะสามารถทำให้ชายแดนสงบได้จริงหรือไม่ อีกทั้งยังต้องทำงานร่วมกับรมว.การต่างประเทศคนใหม่ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” 

ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ  ได้โชว์ตัวรัฐมนตรีคนนอกหน้าใหม่ ชูนโยบายคนละครึ่งของ “รัฐบาลลุงตู่” มาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าก่อน แต่ปัญหาเศรษฐกิจก็มีด้วยกันหลายเรื่อง คงต้องจับตาว่าจะมีการปกปิดไส้ในอะไรไว้หรือไม่

เพราะใน “ครม.อนุทิน 1” ก็มีรัฐมนตรีสายล่อฟ้าหลายคน มีการจัดเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับคนหน้าเก่าในรัฐบาลเดิมที่ล้วนแล้วมีแต่แผลทั้งสิ้น ถ้า “เสี่ยหนู” แสดงภาวะผู้นำไม่มากพอ 4 เดือน ก็จะเป็นเส้นทางวิบากที่ต้องเผชิญ โอกาสที่ปั่นแต้มครองใจประชาชน ก็จะดับวูบ ศรัทธาจากประชาชน ก็ลดลง

เช่นเดียวกันกับพรรคประชาชน ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ที่ “พรรคภูมิใจไทย” ไปใช้บริการ “พรรคประชาชน” ในการโหวตหนุน “เสี่ยหนู” นั่งนายกฯ “พรรคประชาชน” เองก็ต้องเจอกับสถานการณ์น่าเป็นห่วงถูกด้อมส้มถล่มยับกระแสตกฮวบ ต้องกอบกู้สถานการณ์ตัวเอง แก้เกมโดยจะใช้เวทีแถลงนโยบาย “ครม.อนุทิน” เป็นเวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาล เตรียมสส.อย่างน้อย 36 คน อภิปราย พร้อมปักหมุดตรวจสอบ ครม.อนุทิน 1 ไว้ล่วงหน้า

โดยวาง“ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้อภิปรายประเด็นเศรษฐกิจ ขณะที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เตรียมเรื่องคดีฮั้ว สว ,เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุนที่เชื่อมโยงไปถึงทุนฝั่งกัมพูชา  “ไอช์” รักชนก ศรีนอก จองชำแหระรัฐมนตรีสายล่อฟ้าโดยเฉพาะรัฐมนตรีคู่ปรับ

ต้องจับตารอดูว่าการอภิปรายฯครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนเชื่อได้หรือไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่เสียเหลี่ยมพรรคภูมิใจไทย และถูกเย้ยว่าเป็นพรรคเด็กน้อยไม่ทันเกม

ซึ่งพรรคประชาชนยังหลอกตัวเองฝันหวาน ว่า พรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจที่จะเปิดประตูบานแรก ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านการทำประชามติ 4 เดือน แล้วก็ยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน และจะได้รัฐบาลที่มีความชอบธรรมปลดโซ่ตรวนจากรัฐธรรมนูญปี 2560

ถึงอย่างไรเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนต้องฟื้นศรัทธาจากเวทีแรกในการเรียกแต้ม ส่วนพรรคเพื่อไทยฝ่ายค้านน้องใหม่ ที่มีแรงแค้นเป็นพลังเดิมก็น่าที่จะห้ำหันกันอย่างดุเดือด มีการขู่จองกฐินอภิปรายฯ ทั้งคดีเขากระโดง และฮั้วเลือกสว.

โดยล่าสุด ปลัดกระทรวงมหาดไทย “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์”  พร้อมด้วย “พรพจน์ เพ็ญพาส” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ “ขจรเกียรติ รักพานิชมณี” อธิบดีกรมที่ดิน ได้จังหวะ รีบจับมือ ออกมาตั้งโต๊ะแถลง คดีเขากระโดงก่อนที่ “นายกหนู”จะเข้ามาทำหน้าที่รมว.มหาดไทย  โดย 3 บิ๊กข้าราชการประกาศไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์เพิ่ม ยันทำตามคำสั่งศาลเพิกถอนแค่ 35 ราย ไม่มีของ ‘ตระกูลชิดชอบ” หรือรายอื่น ต้องรอศาลปกครองกลาง ชี้ขาด ยึดหลักกฎหมายธรรมาภิบาล

ถือเป็นการแก้เกมสกัดข้อครหาการใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง“เสี่ยหนู”ทำท่าแปลกใจต่อท่าที ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย พลิกไม่เพิกถอนเขากระโดง หากเข้าไปทำหน้าที่เมื่อไหร่ ก็จะยึดหลักกฎหมายไม่เอาเปรียบประชาชน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนที่ต้องติดตาม คือ การแก้ธรรมนูญ จะเป็นสายล่อฟ้า ที่ “พรรคเพื่อไทย”และ “พรรคประชาชน” โยนโมเดลการตั้งโจทย์ออกมาแล้วในการแก้จะต้องมีการตั้งส.ส.ร.อย่างไร เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้จบภายใน 4 เดือนได้  ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” ยังไม่เห็นที่จะส่งสัญญาณอะไรออกมา

จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นตัวคุมเกมสว.ซึ่งต้องอาศัยเสียงหนึ่งในสาม ในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญจะส่งสัญญาณอย่างไร

“การแก้รัฐธรรมนูญ” เป็นประตูเปิดทางครั้งใหญ่ ที่ผ่านมาครูใหญ่ เซาะกราว์ “เนวิน ชิดชอบ” ใช้ช่องว่างช่อง รัฐธรรมนูญจนสามารถมีสว. เต็มไม้เต็มมือ ครั้งนี้ดูว่า “พรรคภูมิใจไทย”จะออกแบบอย่างไร จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือเพื่อตัวเองก็ต้องจับตาดูต่อไป

ฟาก “พรรคเพื่อไทย” ตอนนี้ก็เกิดอาการฝ่อ หลัง “นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร” เข้าเรือนจำ ส่อมีสส.ตบเท้าลาออก เกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุด ทำเอา “นายหญิง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” ต้องไปปรากฎตัวในวันประชุมพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาพร้อมให้กำลังใจสมาชิกพรรคให้สู้ๆ ส่งสัญญาณไปต่อกับการเลือกตั้งครั้งหน้า หลังครอบครัวพากันไปเยี่ยม “คุณพ่อทักษิณ” ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทย ดึง “พิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์” มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขณะที่กระแสสังคมเชียร์ ให้ทาบทาม ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี มาเป็นแคนดิเดทนายกฯ

 ทำเอา ภูมิธรรม เวชยชัย” แกนนำพรรคเพื่อไทย บอก “ณัฐพงศ์” เป็นคนสมาร์ท หล่ออยู่แล้วหากกระแสสังคมเชียร์เสียงดังๆมากๆ อาจจะไปเจรจาคุณแม่และภรรยาของ “ณัฐพงษ์” พร้อมยืนยันว่า การที่ “คุณหญิงพจมาน” ได้มาให้กำลังใจสส. ทำให้สส.ทุกคนรู้สึกดีมากๆ เชื่อว่า คนที่จะออกจากพรรคมีไม่เยอะยืนยันว่า 10 ล้านกว่าเสียงของพรรคพท.มีความมั่นคง เชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพท.เป็นที่ 1 ไม่ก็เป็นที่ 2 ถ้าจะพลาดไปบ้าง

อย่างไรก็ตามการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจครั้งนี้มีการหัก เกมทรยศ จนทำให้ “พรรคการเมือง” ถือเป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งใน “ระบอบประชาธิปไตย” อันเกิดจากการรวมกลุ่มกันของคณะบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน อาสาเป็นตัวเลือกให้ประชาชนเลือกตั้ง เข้าไปสู่อำนาจรัฐ เพื่อต่อรองการจัดสรรทรัพยากรของชาติให้เป็นไปอย่างเท่าเทียมกันแก่ประชาชน

แต่สิ่งที่ปรากฏครั้งนี้เห็นความล่มสลายของพรรคการเมืองหลายพรรค ที่จับต้องได้ คือ “พรรค 2 ลุง” พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐโดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่แตกยับ “ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค รทสช. ลาออกจากเลขาพรรคเพราะขัดแย้งกับ “พีระพันธ์ สารัฐวิภาค” หอบพวกซบพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐแบ่งออกเป็นกลุ่มวิ่งเข้าเจรจาผู้นำจิตวิญญาณ อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” และ “เสี่ยหนู” เพื่อดีลลับดีลลวง จนได้เก้าอี้มาจะเป็นตัวพิสูจน์ได้ว่า คำนิยามของกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไม่ตรงกับ สถานการณ์การเมืองเวลานี้

ซึ่งพรรคการเมือง นักการเมืองจะต้องเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เป็นดังนั้นการวางกติกาในรัฐธรรมนูญต้องปิดช่องลอดเพื่อแก้ปัญหาให้พรรคการเมืองได้ สร้างพรรคการเมืองให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่