จัดเป็นอีกหนึ่งคู่รักในวงการบันเทิงที่แฟน ๆ ติดตามมาอย่างยาวนานและอยู่เคียงข้างในทุกช่วงชีวิตของทั้งคู่จริง ๆ สำหรับคู่ของพิธีกรอารมณ์ดี เปิ้ล–นาคร และภรรยาสาวสวย จูน–กษมา ศิลาชัย ที่แม้จะแต่งงานกันมานานแล้ว แต่ความรักของทั้งคู่ยังแน่นแฟ้นและเป็นตัวอย่างให้หลาย ๆ คนจริง ๆ
ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” มีโอกาสคว้าตัวทั้งสองคนมาพูดคุยกันถึงเคล็ดลับที่ทำให้รักกันได้นานและเป้าหมายในอนาคตและการสอนลูก ๆ อีกด้วย

เคล็ดลับความรักของเปิ้ลและจูนเป็นอย่างไร?
จูน : “จริง ๆ เคล็ดลับความรักของเราคือ อยู่ในความเป็นจริง เพราะต้องบอกว่าคู่เราไม่ใช่ข้าวใหม่ปลามัน คู่เราคือ 20 กว่าปีแล้ว ความหวือหวาไม่ต้องโกหกเลย ว่ามันผ่านไปนานแล้ว ตอนนี้เราอยู่กันด้วยความเข้าใจและความธรรมชาติของชีวิตคู่ คือมันก็มีความรักอยู่แล้วแหละ แต่มันเป็นความรักที่แบบเป็นความผูกพันมากกว่า”
เปิ้ล : “จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีเคล็ดลับอะไรหรอก นอกจากมันเป็นความรู้สึกจริง ๆ เช่น ตอนเช้ามาอยากหอมแก้ม ก็หอมทุกเช้า แต่เขาสะบัดหนีทุกเช้า (หัวเราะ) แต่วันไหนถ้าเราไม่หอม เขาก็จะมาหอมเรา คือมันเป็นคาแรกเตอร์เขา”

แต่มันก็มีความหวานอยู่ในนั้น มันดูเหมือนลงตัวอยู่นะ?
เปิ้ล : “มันหวานแบบไม่เหมือนหวาน คือมันไม่เหมือนแต่ก่อน คือมันไม่หวานเหมือนคนอื่น คนอื่นอาจจะหวาน แบบจุ๊บแล้วจุ๊บกลับ แต่คู่เราคือจุ๊บแล้วสะบัดหนี แต่เราทำกันทุกวัน มันก็เลยเหมือนน้ำตาลธรรมชาติ เติมกันตลอด”

เคยมีทะเลาะกันจริงจังไหม ถึงขั้นไปต่อกันไม่ได้?
เปิ้ล : “นานมาก ถ้าไปต่อกันไม่ได้คือไม่มี แล้วก็ไม่มีทะเลาะกันหลายวัน แค่ทะเลาะกันตอนเช้าและตอนเย็นก็คุยกันปกติ เพราะเรามีความรู้สึกว่า ถ้าทะเลาะกันถึงขนาดแยกกัน คนนึงออกจากบ้าน หรือทะเลาะกันตบตีกันอะไรแบบนั้น เรารู้สึกว่ามันเหมือนกับเรากำลังทะเลาะกับตัวเราเอง เพราะว่าเขากับเราก็เป็นคนเดียวกันไปแล้ว เราไปทุบตีเขาก็เหมือนไปตีแขนขาเรา ทุบหัวเราเอง แล้วพอไปโกรธเขา ก็เหมือนเราโกรธตัวเราเอง เราก็เลยรู้สึกว่าเวลาเขามีอารมณ์ขึ้นมา เราก็จะเป็นฝ่ายเงียบ แล้วก็ค่อยหาจังหวะคุย หรือไม่ก็พิมพ์ไปบอกในไลน์ว่า ทำอย่างนี้มันไม่ดีนะ มันจะบานปลายไปได้ แล้วสิ่งที่ถามเจตนาเราคืออะไร ซึ่งเราอธิบายในไลน์ก็เข้าใจและคุยกัน”

กี่ปีแล้วที่รักและแต่งงานกันมา?
จูน : “ตั้งแต่หนูอายุ 19 แล้วตอนนี้ 43 ปีแล้ว นานมาก ๆ”
เปิ้ล : “ประมาณ 20 ปี 21 ปีเลย”
เป็นยังไงบ้าง ในเรื่องของวัยมีปัญหาไหม?
เปิ้ล : “เอาจริง ๆ จูนก็แซ่บเหมือนเดิม ตั้งแต่อายุ 19 ปีจนถึง 40 ปีกว่า ๆ คือเขาเป็นคนรักษาตัวเองดี บางคนอาจจะบอกว่าอาจจะเป็นเพราะโชคดีก็ได้ว่าเราอายุห่างกันเกือบ 20 ปี มันก็ทำให้เราเหมือนมีแฟนเด็กกว่าอยู่ตลอดเวลา เราเลยไม่เรียกร้องหรือโหยหาที่มันจะเด็กไปกว่านี้ เพราะเขาดูแลตัวเขาเองดี อาจเป็นเพราะว่าอาชีพเขาเองด้วย อาชีพเขาเป็นคนขายเกี่ยวกับความสวยความงาม ขายเกี่ยวกับสุขภาพ ขายเกี่ยวกับอารมณ์ที่ดี ด้วยตัวเขาเองก็เป็นคนที่ดูแลผัว ดูแลตัว ดูแลลูก และดูแลสังคม คือเขาทำได้ครบทุกอย่าง มันก็เลยครบแล้ว เราก็เลยไม่รู้จะไปหาคนอื่นทำไมให้มันเปลืองแรง คือมันต้องใช้แรงเยอะนะ ถ้ามันจะหาโลกใบที่สอง คือมันต้องใช้แรงเยอะมาก ใช้ทั้งกำลังทั้งจิตทั้งกล้าหาญ เงินทรัพย์สินและทุกอย่าง ใช้เยอะจนแรงเราไม่ได้พอขนาดนั้น (ยิ้ม)”

แล้วจูนล่ะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กับสามีคนนี้ เขาเป็นอย่างไรบ้าง?
จูน : “พี่เปิ้ลเขาเป็นคนใจเย็นตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เคยมีแรงปะทะอะไรกับจูนเลยสักครั้ง มันก็เลยทำให้ชีวิตคู่เราอยู่ได้เรื่อย ๆ อย่างสิ่งที่มาคล้องเราก็คือลูก มันมีเป้าหมายเดียวกันก็คือลูก มันก็เลยมีทิศทางที่ชัดเจนและไปในทิศทางเดียวกัน ก็เลยอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้นี่แหละ เอาจริง ๆ มันไม่มีคู่ไหนหรอก ที่อยู่กันจะ 30 ปีแล้วจะไม่เบื่อ ถามว่ามีไหมมันก็มีเบื่อ แต่เราก็ต้องอยู่กับความเป็นจริง เราต้องหาวิธีปรับเปลี่ยนจูนยังไงให้จิตใจเราดีขึ้น หรือหาวิธีอะไรยังไงให้มันกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งทฤษฎีมันบอกไม่ถูกหรอก แต่มันมีการปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง ก็ประคับประคองบางเวลาบางอารมณ์ แต่ไม่ใช่ว่าเบื่อตลอดเวลา คือเราก็ต้องจัดการตัวเอง ซึ่งก็ไม่ให้กระทบกับเขาเลย เพราะเขาเป็นคนที่ปกติตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คือเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราเป็นเอง เราก็ปรับอารมณ์ของเราเอง แล้วก็กลับมาเหมือนเดิม ฉะนั้นเราจะไม่ไปลงอะไรกับเขาเลย ว่าเขาทำไม่ดีหรืออะไร”

อย่างลูก ๆ ทั้ง 4 คนของทั้งคู่ ได้วางแผนในเรื่องอนาคตของพวกเขาอย่างไรบ้าง?
จูน : “ยังไม่ได้มีอะไรมาก นอกจากหน้าที่ของเขาคือเรียนหนังสือ แล้วก็สอดแทรกในเรื่องของการใช้ชีวิตความเป็นจริงที่ออกสู่สังคมข้างนอก ก็พยายามจะสอดแทรกให้ทำมาหากินแล้ว หาเงินยังไงในวัยนี้ ก็ให้เริ่มแล้ว ให้เริ่มหาเงิน ให้เริ่มต่อยอดตัวเอง เพราะว่าถ้าเราได้เริ่มก่อนก็ชนะก่อน แต่เราไม่ได้บอกว่าให้เขาทำธุรกิจ แต่ก็มีแววหลายคน”
เปิ้ล : “ก็แอบสอนนะ ให้เขาทำมาหากินด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่เรียนจบแล้วค่อยทำงานแบบสมัยโบราณคือมันไม่ใช่แล้ว เดี๋ยวนี้เข้าปีหนึ่งลูกก็ต้องทำงานเองแล้วนะ ลูกต้องหางานทำเองหุ้นกับเพื่อนซื้อของมาขาย ให้ดูพ่อแม่ทำมาค้าขาย เพราะทุกวันนี้ “ออก้า” กับ “ออกัส” เขาหาเงินได้เอง จากการเป็นอินฟลูฯ นี่แหละ เขาก็เริ่มมีเงินเก็บ แล้วเราก็สอนเขาว่าทำยังไงให้เงินนี้มันโตขึ้นมา ก็เลยบอกลูกให้ลองไปเรียนและศึกษาเรื่องหุ้นบ้างไหม เรื่องการลงทุนพวกนี้เราก็สอนเขาหมด เพราะอีกหน่อยลูกอาจจะมีเงินซื้อรถเองแล้วนะ เวลาลูกอยากได้รถลูกก็ซื้อเองได้ ลูกอยากได้อะไรลูกก็ซื้อเองได้”
จูน : “จะว่าไป วัยนี้แล้วเจเนอเรชันมันเปลี่ยนไป คนสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว 15-16 เขามีเงินเก็บกันเท่าไหร่แล้ว มันต้องปรับตัว”

หลายคนยังรักและชื่นชมครอบครัวของทั้งคู่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี อยากจะบอกอะไรกับแฟน ๆ ที่ชอบเรามาตั้งแต่ต้นไหม?
จูน : “ก็ต้องขอบคุณจริง ๆ เพราะว่าเราก็อยู่ตรงนี้กันมานานมาก แล้วเราก็อยู่ในกระแสอยู่ตลอด เราก็พยายามจะเป็นตัวอย่างที่ดีจริง ๆ ไม่ได้พยายาม คือมันเป็นจิตวิญญาณเราจริง ๆ มันเป็นคาแรกเตอร์ของเราจริง ๆ และสิ่งที่เราทำอยู่ เราไม่ได้ทำเพื่อให้พี่ ๆ มาชื่นชอบ แต่เราทำเพื่อเป็นตัวอย่างของลูกเรา จริง ๆ เลย เพราะว่าลูกเราอยู่กับเราตลอดเกิน 24 ชั่วโมง เพราะถ้าเราทำอะไรไม่ดี มันมีสื่อ
โซเชียลหมด ลูกค้าได้หมด มันก็เลยมีคำว่าลูกค้ำคอ เราก็เลยต้องทำตัวให้ดี ถูกต้องและถูกสุขลักษณะของการเป็นคนที่ดี พี่ก็เลยอาจจะเห็นว่าเราอาจจะช่วยเหลือสังคมตลอดเวลา เพราะว่าอยากทำด้วยใจจริง อีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นตัวอย่างให้ลูก”
เปิ้ล : “ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามพี่เปิ้ลมา 30-40 ปี จนมาถึงทุกวันนี้ เอาเป็นว่าอะไรที่มันไม่ดีก็ด่ามาเลย อะไรที่มันดีก็ฝากแชร์กันด้วย เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เราทำดีก็อยากให้มันเป็นตัวอย่างหรือเป็นอานิสงส์ให้กับคนอื่นที่ไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาเดินต่อไป และบางคนเดินลำบาก กับเศรษฐกิจแบบนี้ เต็มที่แล้วก็เคยทำคอนเทนต์ดี ๆ ให้กำลังใจทุกคน สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยกันแชร์แล้วกันจะได้ให้ทุกคนได้เห็น ไม่ว่าช่วยหมาช่วยแมวช่วยคนช่วยทุกอย่าง ก็เป็นแบบอย่างให้ดูฝากแชร์ให้ด้วย”
ยิ่งได้คุยกับทั้งสองคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเราพยายามปรับตัวและทำให้รักเราใหม่อยู่เสมอ ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับดี ๆ ที่ทำให้แต่ละคู่ประสบความสำเร็จเรื่องรักได้เช่นกัน.
เรื่อง-ภาพ : สมคิด แซ่คู



