ทั้งนี้ “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาในช่วงปลายปี อาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบค่อนข้างเยอะต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย!!” …นี่เป็นมุมมองของนักวิชาการ กับ “ประเด็นค่าเงินบาท” เป็นมุมมองของ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่สะท้อนมาทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ซึ่งก็“น่าคิด”…
“ค่าเงินอ่อนค่า–แข็งค่า” มิใช่แค่ค่าเงิน
ขณะที่ “การเมืองก็มีผลต่อเศรษฐกิจ!!”

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เกี่ยวกับ “ประเด็นค่าเงินบาท” นั้น ทาง ผศ.ดร.ภูษิต ได้สะท้อนมุมมองโดยแจกแจงมาว่า… จากการที่ทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง และก็น่าจะลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ เพราะสหรัฐกังวลเรื่องตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ซึ่งตลาดแรงงานชะลอตัวทางสหรัฐก็จะลดอัตราดอกเบี้ย แต่ตัวที่มีปัญหาที่สุดคือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งตามหลักถ้าเงินเฟ้อยังสูงอยู่เขาจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย แต่สหรัฐกลับลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง สร้างความตกใจให้กับตลาดพอสมควร โดยการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะกระทบถึงภาพรวมของตลาดทั้งหมด จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
หันกลับมาดูไทย เมื่อสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ย ไทยจะลดตามหรือไม่?? เพื่อรักษา “เสถียรภาพของค่าเงิน” ซึ่งถ้าหากไทยไม่ลดดอกเบี้ยก็จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ค่าเงินผันผวน” เพราะต้องยอมรับว่าจากที่ “ค่าเงินบาท” เคยอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ แต่อยู่ดี ๆ ก็ “แข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ” ดีดตัวขึ้นอยู่ที่ไม่ถึง 32 บาท ซึ่งเงินบาทแข็งค่า “น่ากังวลที่สุดคือการส่งออก”
นักวิชาการท่านเดิมสะท้อนมาอีกว่า… ที่ผ่านมาการส่งออกของไทยดีกว่าที่คาดไว้ เกิดจากคนอเมริกันก็มีความกังวลในเรื่องของภาษีนำเข้า ทำให้มีการกักตุนสินค้าเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลทำให้การส่งออกของไทยดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่… ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็ค่อนข้างน่ากังวลพอสมควร เพราะอาจส่งผลกับการส่งออกของไทย ทำให้สินค้าของไทยดูแพงขึ้น และประกอบกับการที่ทางสหรัฐมีการนำเข้าล่วงหน้าไปก่อนหน้าแล้ว ก็อาจทำให้ตัวเลขการส่งออกไทยเกิดปัญหาได้ในอนาคต ทั้งนี้ การส่งออกของไทยช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 14.4% เนื่องจากไทยเร่งการส่งออก แต่ถ้า…
เงินบาทแข็งค่า…ส่งออกอาจชะลอตัว

นอกจากนี้ “ที่น่าห่วงอีกเรื่องจากเงินบาทแข็งค่าก็คือการท่องเที่ยว” โดย ผศ.ดร.ภูษิต บอกว่า… ต้องยอมรับว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยก็ลดลงอยู่แล้วตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาเหมือนที่เคย แม้ไทยจะได้นักท่องเที่ยวจากทางยุโรป อเมริกา มาเพิ่มมากขึ้น แต่… เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา ก็จะทำให้สินค้าหรือการท่องเที่ยวไทยมีราคาที่สูงขึ้น อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับนักท่องเที่ยวไทยเองเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะทำให้การไปท่องเที่ยวในต่างประเทศถูกลง ทำให้นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น”
จากสถานการณ์การท่องเที่ยวดังกล่าวที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ก็จะทำให้เป็นปัญหาขึ้นได้…“ถึงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรก็ตาม พอมาเจอปัญหาอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศที่ลดลง ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะจากกรณีนักท่องเที่ยวลดลง และการส่งออกมีปัญหา”…รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย ระบุ
พร้อมทั้งยังได้ระบุถึง “สิ่งที่ต้องตามดูเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุครัฐบาลใหม่” ว่า… คือ การจัดการเรื่องค่าเงินบาท? การป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน? การบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น? นอกจากนั้นก็เรื่อง การกระจายตลาดส่งออก? เมื่อ 2 ตลาดหลัก สหรัฐอเมริกา และจีน ไม่ได้ราบรื่นเหมือนแต่ก่อน เรื่อง การเสริมสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ให้มีศักยภาพ? เรื่องนโยบายที่ชัดเจนใน การสร้างมูลค่าด้านท่องเที่ยวและด้านสุขภาพ? ซึ่งเป็นด้านที่เป็นจุดเด่นไทย และที่ก็สำคัญคือเรื่อง การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ? เพื่อดึงดูดจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทย
ทั้งนี้ ผศ.ดร.ภูษิต ระบุด้วยว่า… รัฐบาลชุดใหม่มีทีมเศรษฐกิจที่ได้คนมีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์เข้ามาทำงาน แต่… “สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของกรอบระยะเวลา ที่รัฐบาลใหม่มีเพียงแค่ 4 เดือน ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ แต่ก็คาดหวังว่าถ้าเข้ามาวางกรอบนโยบายที่ชัดเจนก็มีโอกาสพลิกกลับมาในทิศทางที่ดีได้ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดความมั่นคงดีขึ้นได้ในอนาคต แต่ก็ต้องรอดูกันว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน??”และทาง ผศ.ดร.ภูษิต ยังบอกว่า… ก็มีความกังวลอีกว่า แม้วางกรอบนโยบายไว้ดีแล้ว แต่หลังจากที่ทำแล้วก็มีการเลือกตั้งใหม่ ถ้ารัฐบาลใหม่เป็นคณะเดิมก็สานนโยบายต่อได้ แต่ถ้าคณะใหม่ก็คงมีการเริ่มต้นใหม่กันอีก …สถานการณ์นี้เป็นปัญหาต่อความมั่นใจ
“ตอนนี้เสถียรภาพทางการเมืองไทยเป็นปัญหาต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถ้าหากสถานการณ์ประเทศไทยยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ก็จะแย่ เพราะสิ่งที่นักลงทุนกลัวที่สุดคือความไม่แน่นอน”…ทางนักวิชาการระบุ
สรุป…“บาทแข็งค่า+การเมืองที่ไม่นิ่ง”
2 กรณีนี้ “มีผลฉุดรั้งเศรษฐกิจยิ่งดิ่ง”
น่าคิด “คนไทยยังต้องลุ้นเหนื่อย??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



