ปัจจุบัน อุตสาหกรรมพรมของอิหร่าน ซึ่งเคยสร้างรายได้จากการส่งออกมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64,222 ล้านบาท) ในยุครุ่งเรืองช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ประสบปัญหาจากทำเงินประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,284 ล้านบาท) นับเป็นการล่มสลายครั้งใหญ่ในอัตรามากกว่า 95%


มาตรการคว่ำบาตรที่กลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้งเมื่อปี 2561 ส่งผลให้งานฝีมือแบบดั้งเดิมสูญเสียตลาดใหญ่ที่ของอุตสาหกรรม นั่นคือ สหรัฐ


“ในช่วงหลายปีที่สหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตรกับภาคส่วนพรมทอมืออย่างโหดร้ายและไร้เมตตา เราสูญเสียสหรัฐ ผู้ซื้อพรมทอมือของอิหร่านในสัดส่วนมากกว่า 70%” นางซาห์รา คามานี หัวหน้าศูนย์พรมแห่งชาติของอิหร่าน กล่าว


ในปี 2560 ก่อนที่สหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตร พรมยังคงถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักที่ไม่ใช่น้ำมันของอิหร่าน โดยสร้างรายได้มากกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12,848 ล้านบาท) แต่สำนักงานศุลกากรของอิหร่านระบุว่า ในปีที่แล้วตามปฏิทินเปอร์เซีย ซึ่งสิ้นสุดปีในเดือน มี.ค. มูลค่าการส่งออกอยู่ที่เพียง 41.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,339 ล้านบาท)


ด้านคามานี กล่าวว่า ชาวอิหร่านอย่างน้อย 2 ล้านคน รวมถึงผู้หญิงในพื้นที่ชนบท พึ่งพาอุตสาหกรรมทอพรมในการดำรงชีพ ซึ่งบางครั้งมีรายได้แค่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ขณะที่นายฮาเหม็ด นาบิซาเดห์ พ่อค้าพรม ระบุเสริมว่า อิหร่านกำลังนำเข้าพรมจากประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย ตุรกี และจีน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียยอดขายภายในประเทศบางส่วน


ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากชาติตะวันตกจะเดินทางผ่านอิหร่าน เพื่อซื้อพรมเป็นของที่ระลึกหรือของขวัญ แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ได้รับผลกระทบจากคำเตือนการเดินทาง และความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตร ชาวต่างชาติจึงมาเที่ยวอิหร่านน้อยลง และทำให้ยอดขายพรมลดลงเช่นกัน


“แม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาอิหร่าน ก็อาจไม่สนใจงานฝีมือของเรา เพราะรสนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป และราคาพรมก็ค่อนข้างสูง ซึ่งมันเป็นเรื่องยากที่จะซื้อพรมไหมในราคา 30,000 – 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 964,000 – 1,300,000 บาท) แม้กระทั่งคนที่อาศัยอยู่ในประเทศยุโรปก็ตาม อีกทั้งการขนส่งพรมก็ค่อนข้างท้าทายสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย” นาบิซาเดห์ กล่าวเพิ่มเติม


บรรดาผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า ภาวะตลาดตกต่ำเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยการคว่ำบาตรระหว่างประเทศในวงกว้าง ตัดขาดการเข้าถึงตลาดสำคัญ ขณะที่สกุลเงินภายในประเทศ และนโยบายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่บกพร่อง บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐอิหร่านยืนกรานว่า การฟื้นฟูอุตสาหกรรมและศิลปะการทอพรมนั้น “เป็นไปได้” ส่วนนาบิซาเดห์มองว่า ทางออกของวิกฤตินี้คือ การใส่ใจ “เทรนด์การตกแต่งในปัจจุบัน” ให้มากขึ้น ซึ่งเขาแนะนำว่า อิหร่านควรผลิตพรมโดยอ้างอิงตามเทรนด์เหล่านั้น และไม่มีอคติมากจนเกินไปว่า พรมต้องมีรูปทรงและลวดลายเดิม ๆ นอกจากนี้ การดึงดูดลูกค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการสร้างแบรนด์พรมที่มั่นคง ถือเป็นอีกทางเลือกที่เป็นไปได้


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อิหร่านกำลังสูญเสียลูกค้าภายในประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ และตลาดโลกก็เต็มไปด้วยสินค้าเลียนแบบที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลให้พรมเปอร์เซียตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สิ่งตกทอดของยุคทองที่สาบสูญ” และมรดกของมันก็กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP