ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้ลงพื้นที่ ต.ไทรย้อย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ไปดูการ “ช่วยผู้ป่วยสิทธิบัตรทองให้สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้สะดวกมากขึ้น” ซึ่งน่าสนใจมาก…
นี่ก็อีกหนึ่ง “การพัฒนาสิทธิบัตรทอง”
ทำ “ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้ร่วมคณะ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำโดย ทพ.สันติ ศิริวัฒนไพศาล ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 2 พิษณุโลก ลงพื้นที่ ต.ไทรย้อย จ.พิษณุโลก ไปดูงานการ จัดบริการพาหนะรับ-ส่งผู้ทุพพลภาพ และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ดำเนินการโดย เทศบาลตำบลไทรย้อย ด้วยงบ กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) โดยมี นายพิชัย ไผ่พงษ์ นายกเทศมนตรีตำบลไทรย้อย เป็นผู้ให้ข้อมูล
หลักใหญ่ใจความนั้นมีว่า… เดิมทางเทศบาลตำบลไทรย้อยก็ได้มีการจัดบริการรถรับ–ส่งประชาชนที่เจ็บป่วยจากในตำบลไปรักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมืองอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ สปสช. จะออกหลักเกณฑ์ให้สามารถใช้งบ กปท. จัดบริการนี้ได้ โดย รับ–ส่งผู้ป่วยที่มีภาวะทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ ที่แพทย์นัดตรวจติดตามอาการ ไปจนถึงผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ต้องรับบริการฟอกเลือดเป็นประจำ ซึ่งการดำเนินการเดิมอาศัยงบประมาณกองทุนจัดสวัสดิการเทศบาลตำบลไทรย้อย (กองทุนวันละบาท) ที่ให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมสมทบเข้ากองทุนวันละ 1 บาท เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการจัดสวัสดิการในพื้นที่ ควบคู่กับการเก็บค่ารถจากประชาชนส่วนหนึ่ง ซึ่งมีอัตราตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยต่อเที่ยว เฉลี่ยตามจำนวนคนที่ไป

สำหรับการจัดบริการรถรับ-ส่งผู้ป่วย ก็ด้วยเล็งเห็นว่า การเดินทางไปรักษาพยาบาลของประชาชนแต่ละครั้งต้องเสียเวลามาก และต้องมีภาระค่าใช้จ่ายสูง เพราะต.ไทรย้อย อยู่ห่างไกลจาก อ.เมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูง มีระยะทางไป-กลับกว่า 180 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางรวมกว่า 4 ชั่วโมง และต้องจ้างเหมารถ เพราะไม่มีรถประจำทาง
“เมื่อทาง สปสช. มีการประกาศหลักเกณฑ์ให้สามารถนำงบประมาณ กปท. มาจัดโครงการรถรับ–ส่งผู้ป่วยได้ ทางเทศบาลจึงเปลี่ยนมาดำเนินการโดยใช้กลไกนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค. 2568 ซึ่งประชาชนรับบริการรถรับ–ส่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เทศบาลจัดให้มีบริการรถรับ–ส่งทุกวัน วันละ 1 รอบ ซึ่งมีรถรองรับให้บริการ 2 คัน ผู้ที่จะใช้บริการต้องแจ้งล่วงหน้า 1 วัน เพื่อจะได้จัดคิวและวางเส้นทางการไปรับ–ไปส่ง แต่ละวันจะวิ่งรับ–ส่งผู้ป่วย 17 หมู่บ้านทั่วตำบล ซึ่งการให้บริการกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ได้รับบริการแล้ว 60-80 คน หรือเฉลี่ย 4-10 คนต่อวัน”
นายกเทศมนตรีตำบลไทรย้อยยังได้ระบุถึงการที่ สปสช. ประกาศหลักเกณฑ์ให้ท้องถิ่นสามารถนำงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ หรือ กปท. มาใช้ทำโครงการรถรับ-ส่งผู้ป่วยได้ โดยบอกว่า… “ต้องขอขอบคุณ สปสช. ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ที่ช่วยให้ประชาชนสะดวกในการรับบริการการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเดินทาง ซึ่งอยากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่น ๆ ทำโครงการลักษณะนี้กันเยอะ ๆ เพื่อช่วยประชาชนในพื้นที่”
และกับการมีโครงการดังกล่าวนี้ ประชาชนในพื้นที่ ต.ไทรย้อย คือ นางวรรณี ปันทวาย อายุ 60 ปี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ต้องได้รับการฟอกเลือด สะท้อนไว้ว่า… ต้องไปฟอกเลือดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ถ้าเหมารถไปเองจะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000-1,200 บาทต่อครั้ง เดือนหนึ่งก็หมื่นกว่าบาท “เมื่อมีบริการรถรับ–ส่ง ก็สะดวก รถมารับ–ส่งถึงที่บ้าน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จำนวนมาก ถ้าไม่มีโครงการนี้คงแย่แน่ ๆ อยากขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก ๆ”
ด้าน ทพ.สันติ ผอ.สปสช. เขต 2 พิษณุโลก ระบุไว้ว่า… เทศบาลตำบลไทรย้อยมีจุดเด่นในการดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ด้วยบริการรถรับ-ส่ง โดยปัจจุบันเปลี่ยนมา ใช้งบ กปท. ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเงินจากกองทุนที่เคยใช้จัดสวัสดิการนี้แต่เดิมก็สามารถนำไปสนับสนุนการดูแลคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ของประชาชนได้เพิ่มเติม
ทั้งนี้ แม้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จะครอบคลุมค่ารักษา ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่สำหรับ ในพื้นที่ห่างไกล ประชาชนมักประสบปัญหาการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ โดยมีภาระค่าใช้จ่ายแฝงจากค่าเดินทางดังนั้น หาก อปท. ต่าง ๆ สามารถจัดโครงการลักษณะนี้ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ที่ยังไม่ได้จัดบริการรถรับ-ส่ง อาจเพราะไม่มั่นใจ หรือติดขัดปัจจัยอื่น ๆ
“อยากสื่อสารว่า สปสช. โดยบอร์ด สปสช. ได้ออกหลักเกณฑ์รองรับเรื่องการจัดบริการรถรับ–ส่งสามารถดำเนินการได้เลย ซึ่งอาจมาศึกษาที่เทศบาลตำบลไทรย้อยก็ได้ โดยเชื่อว่าผู้นำ อปท. พื้นที่ต่าง ๆ ก็มีความต้องการช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการรับบริการการแพทย์อยู่แล้ว แต่อาจยังไม่เข้าใจระเบียบ หรือไม่มั่นใจว่าใช้งบได้หรือไม่ ก็อยากให้ลองมาศึกษาดู เพราะจะเป็นประโยชน์มากกับประชาชนในพื้นที่” …ทาง ทพ.สันติ กล่าว
น่าสนใจมาก…กรณี “รถรับ–ส่งผู้ป่วย”
“ช่วยผู้ป่วยบัตรทอง” นี่ “มีกรณีศึกษา”
กรณีที่ “น่าเร่งให้มีทุกพื้นที่ห่างไกล”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



