น่าจะปลายปี 66 ตอนอดีต นายกฯเศรษฐา ทวีสิน เพิ่งเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ ๆ เดลินิวส์ เชิญท่านมาปาฐกถาถึงนโยบายที่จะทำ มี ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน อดีตนักข่าวกีฬา เดลินิวส์ ซึ่งตอนหลังไปมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะพิธีกรและผู้จัดรายการ มาเป็นผู้ดำเนินรายการ ที่พิเศษคือ เสียงสด ๆ จากชาวบ้านอัดเป็นเทปออกรายการ “อยากได้อะไรจากรัฐบาลบ้าง” ซึ่งนายกฯนิดชอบอกชอบใจมาก จำได้ มีคุณป้าจากเชียงใหม่ ถามมาตรการที่จะรับมือกับฝุ่น PM 2.5 ด้วย มัจจุราชเงียบ ประจำฤดูกาล ราวช่วงปลายปีต่อถึงต้นปี คนไทยทั้งประเทศ ต้องเผชิญกับมัจจุราชเงียบตนนี้มานานกว่าทศวรรษ แถวสะพานแขวน กทม. กลายเป็นเมือง “มาคุ” มันกลืนกินตึกสูง ๆ จนหายวับเป็นสีเทาไปหมด
ตอนนั้น มีข่าว หมอกฤตไท ธนสมบัติกุล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ฟิล์มที่เห็นคือ สีขาวแทบเต็มพื้นที่ หมออายุแค่ 29 ปี อนาคตสดใส กำลังจะแต่งงาน (ที่สุดแฟนหมอก็แต่งชุดเจ้าสาวเข้าพิธีกับหมอเป็นครั้งสุดท้าย) ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สำคัญสุดไม่สูบบุหรี่ แต่เพราะอยู่เมืองฝุ่นพิษ “เชียงใหม่” หลายปี PM 2.5 กลายเป็นตัวเร่งให้มะเร็งปอดลุกลามเร็วขึ้น เรื่องนี้ไม่โคมลอย
มีผลวิจัยทางแพทย์พิสูจน์ว่า PM 2.5 เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ รวมทั้ง มะเร็งปอด มากขึ้น ในไทย มะเร็งปอด พบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง แต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ 17,222 คน เสียชีวิต 14,586 คน หรือ 40 รายต่อวัน น่ากลัวมากนะ…
ข่าวการป่วยของหมอกฤตไท คือโศกนาฏกรรม กระตุกความรู้สึกคนไทยให้เรียกร้องมาตรการรับมือ PM 2.5 จากรัฐบาลอย่างจริงจัง ยังมีข่าวครึกโครมการเผาไร่อ้อยเหลือแต่ตอดำ ปล่อยทั้งฝุ่นและควันพิษไปทั่ว ตอกย้ำซ้ำ ที่เขียนมายืดยาว เพื่อเตือนความจำ เพราะเอาเข้าจริง คนไทยอาจไม่ได้ลืมง่าย แค่ไม่เคยมีอำนาจแท้จริง ต่างหาก
กลับมาที่ นายกฯนิด หลังจบปาฐกถา ปรากฏท่านนายกฯไม่ได้ขึ้นรถกลับทำเนียบหรอก แต่เดินดุ่ย ๆ ไปสี่แยกราชประสงค์ แหล่งรถติด ผลิตมลพิษกลางกรุง เพื่อดูสภาพอากาศด้วยตัวเอง แล้วต่อมาก็มีข่าว ครม.เศรษฐา เตรียมเสนอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อรับมือ PM 2.5 ผ่านมา 1 ปี 8 เดือน จนรัฐบาลแพทองธารพ้นไป กลายเป็นรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาล รธน.สอยตกเก้าอี้ในคดี “คลิปหลุดอังเคิล”
จู่ ๆ พฤหัสที่ผ่านมา ก็มีข่าว สภาล่ม ขาดไป 1 เสียง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่มี 278 มาตรา ค้างเติ่ง พรรคเพื่อไทย กล่าวหา เป็นหน้าที่พรรคประชาชนกับภูมิใจไทยต้องอยู่เป็นองค์ประชุมให้ครบ ไม่ใช่หน้าที่เพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านจริง
พรรคส้มไม่ทน เอาตัวเลข สส.ที่โหวตรับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด มาแฉ ผลคือ พรรคส้ม เข้าโหวตถึง 90% จาก สส. 143 คน, พรรคน้ำเงิน โหวต 80% จาก สส. 69 คน, เพื่อไทย โหวตแค่ 27% จาก สส. 140 คน, พรรคกล้าธรรม โหวต 12% จาก สส. 26 คน, รทสช. โหวต 22% จาก 36 คน, ปชป. โหวต 24% จาก 25 คน เป็นต้น พรรคเพื่อไทยแฉกลับ กรวีร์ ปริศนานันทกุล จาก ภูมิใจไทย เข้าประชุม แต่ไม่ยกมือ เพราะกลัวเพื่อไทย จะเอาเรื่องถนนสามเสนทรุดมาอภิปรายก่อน แล้วจะโยงถึง “ซิโน-ไทย” ผู้รับเหมาเครือ “ชาญวีรกูล” จึงจงใจทำสภาล่ม จริงหรือไม่ อีกเรื่อง
แต่เหนืออื่นใด นี่เป็นกฎหมายสำคัญ ริเริ่มโดย นายกฯเศรษฐา คนพรรคเพื่อไทยเอง มันควรเป็นผลงาน “โบแดง” ด้วยซ้ำ ไม่ใช่หรือ จะอ้างเป็นกฎหมายทุกพรรค ไม่ใช่ของเพื่อไทยเท่านั้น จึงไม่ใช่หน้าที่ต้องอยู่โหวต ถามจริง มันฟังเข้าท่าหรือ ไม่ใช่ผลประโยชน์พรรคไหนเลย แต่สำคัญคือ มีมาตรการเชิงรุก มีบทลงโทษคนปล่อยมลพิษ จริงจัง ทั้งปรับทั้งจำคุก เป็นครั้งแรกที่ชีวิตคนไทยได้รับการดูแลให้มีอากาศสะอาดหายใจอย่างเป็นรูปธรรม
พรรคเพื่อไทยพูดโดยไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นได้ยังไงไม่น่าเชื่อ คิดผิด คิดใหม่ได้ แค่นี้พรรคเพื่อไทยก็ตกต่ำแล้ว อย่าให้ตกต่ำกว่านี้เลย แม้เชื่อว่า ถึงที่สุด สัปดาห์นี้ หาก พ.ร.บ.นี้เข้าสภาเพื่อลงมติรายมาตราในวาระ 2 อีกครั้ง สภาคงไม่ล่มแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยเสียหายใหญ่หลวงไปแล้ว เพราะเล่นบท “ฝ่ายแค้น” โดยไม่ลืมหูลืมตา
มันเหมือน เขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า ฉันใดก็ฉันนั้น เตือนด้วยความหวังดี เพราะยังมีเยื่อใยให้อยู่…
ดาวประกายพรึก



