ผลกระทบด้านจิตสังคมจากโรคเบาหวานที่พบได้ในเด็กและวัยรุ่น
ภาระทางจิตใจจากการจัดการโรคในชีวิตประจำวันและการดูแลตนเอง
โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชนิดที่ 1 มีสิ่งที่ต้องดูแลทุกวัน ทั้งการตรวจน้ำตาล ฉีดอินซูลิน วางแผนอาหาร ติดตามการรักษา เด็กที่เป็นเบาหวานต้องวางแผนอาหารล่วงหน้า ตรวจระดับน้ำตาลบ่อย ๆ ฉีดอินซูลินตามเวลา และระวังการออกกำลังกายที่อาจทำให้น้ำตาลตก หากทำผิดพลาด อาจเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้เด็กเกิดความเครียด หรือกลัวว่าตนเองจะทำพลาด สำหรับเด็กแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจรู้สึกเหมือนเป็นภาระที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตนอกจากภาระจากการเรียน การใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน อาจทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด เครียดเมื่อต้องคุมระดับน้ำตาล และหมดกำลังใจ สิ่งที่ครอบครัวและคนรอบข้างสามารถช่วยได้ ได้แก่ อธิบายให้เข้าใจเหตุผล ความสำคัญของการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ เลี่ยงการใช้คำสั่ง หรือ ดุว่า ประชด ที่จะทำให้เด็กรู้สึกผิด เป็นภาระ หรือ ต่อต้าน ถ้าเป็นไปได้ อาจใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่อง (CGM) ช่วยในการวางแผนบางเรื่องที่เด็กอาจไม่สามารถจัดการทุกอย่างคนเดียว เช่น การเดินทางไกล เป็นต้น
ตัวอย่างกรณีศึกษา เด็กชาย บอย เรียนชั้น ป.6 บอกแม่ว่าไม่อยากไปทัศนศึกษากับโรงเรียน เพราะกลัวจะไม่มีเวลาฉีดอินซูลิน หรือน้ำตาลตกตอนอยู่บนรถ แม่จึงตัดสินใจให้ลูกหยุดอยู่บ้าน ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเป็นภาระ และพลาดประสบการณ์วัยเด็กที่สำคัญ
แนวทางช่วยเหลือ:
• ช่วยจัดการการดูแลระดับน้ำตาลให้ง่ายขึ้น เช่น วางแผนมื้ออาหารง่าย ๆ ใช้แอปช่วยเตือน
• ฝึกซ้อมให้เด็กเป็นผู้ดูแลเวลาด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง เช่น ให้เลือกเวลาเช็กน้ำตาลเอง
• สร้างความมั่นใจว่า ความผิดพลาดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือสิ่งที่เรียนรู้ได้
ความรู้สึกแตกต่างจากเพื่อนวัยเดียวกัน
เด็กที่เป็นเบาหวานอาจต้องตรวจน้ำตาล หรือฉีดอินซูลินระหว่างวันที่โรงเรียน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น หรืออาย กังวลว่าจะถูกเพื่อนล้อ หรือกลั่นแกล้ง ทำให้เด็กอาจไม่อยากตรวจน้ำตาล ฉีดยา ต่อหน้าเพื่อน แยกตัวออกจากสังคม และกลัวว่าคนจะมองว่าอ่อนแอ สิ่งที่ครอบครัวและคนรอบข้างสามารถช่วยได้ เช่น พูดคุยให้เด็กมั่นใจว่า การเป็นเบาหวานไม่ใช่ความผิดของเขา และไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย สอนให้เด็กอธิบายกับเพื่อนอย่างง่ายๆ ว่าเบาหวานคืออะไร ทำไมต้องตรวจเลือด ฉีดยา ขอความร่วมมือจากครู ให้เข้าใจ และช่วยดูแล

เด็กหญิงฟ้า เรียนชั้น ม.1 ปฏิเสธไม่ไปกินหมูกระทะและพิงชูกับเพื่อน เพราะไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าต้องตรวจน้ำตาล และไม่สามารถกินของหวานได้อย่างเต็มที่ ทำให้รู้สึกตนเองแปลกแยก โดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้าใจ ไม่อยากเป็นเบาหวานอีกแล้ว
แนวทางช่วยเหลือ:
• ใช้คำพูดชื่นชมเชิงบวก เช่น “หนูดูแลตัวเองเก่งขึ้นมาก เพราะหนูรู้ว่าอะไรอาจเป็นผลเสียกับร่างกายหนู”
• ขอความร่วมมือจากโรงเรียน เช่น ครูประจำชั้นเข้าใจการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเด็กน้ำตาลตก
• จัดกิจกรรมร่วมกับเด็กเบาหวานคนอื่น เพื่อให้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
แรงกดดันจากเพื่อนและพฤติกรรมเสี่ยง
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เพื่อนจะมีอิทธิพลอย่างมาก เด็กที่เป็นเบาหวานอาจโดนชวนให้ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด หรือลองอาหาร ของหวานมากเกินควร วัยรุ่นอาจแอบทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าเป็นเบาหวาน พยายาม “ซ่อน” อาการจากคนรอบข้าง ผู้ปกครองควรพูดคุยอย่างเข้าใจและเปิดใจ ไม่ใช่สั่งห้าม สอนให้ลูกเตรียมรับมือสถานการณ์ล่อแหลม เช่น งานเลี้ยง บุฟเฟต์ ไปเที่ยว ฝึกให้เด็กพูดปฏิเสธอย่างมั่นใจโดยไม่เสียเพื่อน
ตัวอย่างกรณีศึกษา
วัยรุ่นชาย แอบดื่มเหล้ากับเพื่อน และไม่ได้ตรวจระดับน้ำตาลก่อนนอน เช้าวันรุ่งขึ้นไม่ตื่น และต้องถูกส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน
แนวทางช่วยเหลือ:
• สอนลูกให้วางแผนรับมือสถานการณ์สังคมล่วงหน้า
• ให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา เช่น ดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้น้ำตาลต่ำกะทันหันกลางดึก ไม่ใช้การห้ามแบบเด็ดขาด แต่เน้นเหตุผลและความเข้าใจ
ผลกระทบด้านจิตใจและสังคมจากโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น ยังมีมากกว่านี้นะค่ะ โปรดติดตามในตอนที่ 2 ในฉบับหน้า
ข้อมูลจาก แพทย์หญิงศิริรัตน์ อุฬารตินนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



