แต่หากเรามาลองวิเคราะห์ดู จะพบความจริงดังนี้
1. ด้านเศรษฐกิจ
บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กและเยาวชน สูญเสียเงินที่ต้องนำไปซื้อบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งยังเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
2. ด้านภัยสังคม
การปราบปรามยาเสพติด การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและวัยรุ่นเพิ่มความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่การใช้ยาเสพติดชนิดอื่นๆ และเริ่มมีบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาเสพติดลักลอบขายแล้ว

3. ด้านสาธารณสุข
วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและโรคทางกายต่างๆ เช่น โรคปอดอักเสบ ปอดแตก ปอดข้าวโพดคั่ว โรคหืด และในผู้ใหญ่นอกจากโรคที่กล่าวแล้วยังเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและสมอง ถุงลมปอดพอง เบาหวาน เพิ่มภาระต่อระบบบริการที่ล้นมืออยู่แล้ว
4. การศึกษา
บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสมองของเด็กที่กำลังพัฒนา ระบาดเข้าสู่โรงเรียนถึงเด็กนักเรียนชั้นประถม ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ สมาธิ การควบคุมอารมณ์ ลดผลสำเร็จของการเรียน
5. ด้านการเกษตร
บุหรี่ไฟฟ้าใช้นิโคตินสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ ชาวไร่ยาสูบไทยไม่ได้ประโยชน์จากการที่คนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น
6. ความมั่นคง
ดัชนีการพัฒนาของเยาวชนไทย คะแนนรวมอันดับที่ 84 ของโลก การศึกษาอันดับที่ 95 และสุขภาพ/สุขภาวะอยู่อันดับที่ 123 (พ.ศ.2565)
บุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้ดัชนีการพัฒนาของเยาวชนไทยยิ่งมีอันดับที่แย่ลง ส่งผลต่อความสามารถในการพัฒนา-ความมั่นคงของประเทศ
7. สิ่งแวดล้อม
นอกจากการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลอังกฤษห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าชนิดพอด ที่ใช้แล้วทิ้งคือ บุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้วทิ้งเป็นขยะพิษในสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2565 ทุกๆวินาทีจะมีบุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้วทิ้ง 2 ชิ้น

บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่มีประโยชน์ใดๆต่อสังคม ไม่ว่าเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม
ขอขอบคุณท่านนายกอนุทินที่ย้ำในหลายโอกาสว่า จะคงห้ามบุหรี่ไฟฟ้าและขอให้ มีการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบขายอย่างจริงจัง รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้พิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องต่อไป
ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
อ้างอิง
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



