ปฏิเสธไม่ได้…ว่า คนไทยนิยมการ เสี่ยงโชค กันเป็นนิจสินอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน คนชั้นรากหญ้า จะอย่างไร เรื่องของการเสี่ยง ก็มักอยู่ในสายเลือดกันอยู่แล้ว

แม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่ก็ “ส่วนใหญ่” ที่นิยมชมชอบ จะเป็นด้วยที่นิสัยที่ชื่นชอบและหลงใหล หรือต้องเสี่ยง เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะอย่าลืมว่า ทุกวันนี้ความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นมีช่วงห่างกันมากขึ้นแทบทุกปี!!
ล่าสุด…สภาพัฒน์ออกมาเปิดเผยข้อมูลคนจนในไทยปี 67 เพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน

ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 3.41% โดย 879,000 คน อยู่ในกลุ่ม ‘จนมาก’ มีรายได้ต่ำกว่า ‘เส้นยากจน’ ที่กำหนดไว้ที่ 3,078 บาทถึง 20% หรือมีรายได้เพื่ออุปโภคบริโภคไม่ถึง 615 บาทต่อคนต่อเดือน

ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดมีรายจ่ายเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มที่รวยที่สุดถึง 8 เท่า แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกำลังซื้อ ส่วนค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ด้านรายได้ ที่คำนวณจากข้อมูลรายได้ประชาชาติเฉลี่ย 0.626

ด้วยความเหลื่อมล้ำ ที่มีอยู่สูง ประกอบกับประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ระบบการออมของวัยเกษียณกลับมีอยู่เพียง 16% เท่านั้น ที่วางแผนเก็บออมเพื่อเกษียณและทำได้ตามแผน ทำให้ผู้เกษียณจำนวนมากมีเงินออมน้อยหรือไม่มีเงินออมเลย

ขณะที่งบประมาณเพื่อดูแลคนสูงวัย ก็เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนรายได้ก็หาได้น้อยลง จึงทำให้รัฐบาลต้องรุกหนักในเรื่องของการออมเงินเพื่องรองรับวัยเกษียณ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็จะกลายเป็นภาระงบประมาณสูงมากขึ้นไปอีก

หวยเกษียณจึงถือกำเนิดออกมา แม้เป็นฝีมือของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่กองทุนการออมแห่งชาติ หรือกอช. ก็ยืนยันเดินหน้าในเรื่องของหวยเกษียณต่อ

ว่ากันว่า…ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว และเตรียมเปิดขายในเดือนธ.ค.นี้ โดยคนที่เข้ามาซื้อหวยเกษียณจะได้เงินครบ 100 % คือซื้อเท่าไหร่ เก็บออมเท่าไหร่ ก็ได้เงินคืนเท่านั้น

รูปแบบของหวยเกษียณหรือสลากกอช. จะเปิดขายให้คนไทยทุกคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่สามารถซื้อในรูปแบบสลากขูดดิจิทัลที่เลือกเลขได้ ใบละ 50 บาท ซื้อได้สูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน หรือไม่เกิน 60ใบ

โดยจะออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00น. แบ่งเป็น รางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล และรางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล

ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถซื้อได้ โดยต้องออมไว้ 5ปี และยังซื้อได้ไม่จำกัดรอบ ซื้อ 1 ใบ มีโอกาสลุ้นถูก 4 รางวัล และหากงวดไหนไม่มีผู้ถูกรางวัล เงินรางวัลจะสมทบเป็นแจ็กพอตในงวดถัดไป

วิธีการซื้อก็ซื้อผ่านแอป “กอช.” หรือแอป ของพันธมิตร ทั้งเอกชน และธนาคารพาณิชย์ บางแห่ง และใครไม่มีสมาร์ทโฟน ยังสามารถใช้บัตรประชาชนไปซื้อกับร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ ได้อีก ใครถูกรางวัล เงินรางวัลก็จะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์

ส่วน สลากเพื่อการออมของรัฐบาลภูมิใจไทย นี้ จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีอยู่เดิม คือสลากแอล 6 ที่เป็นสลากดิจิทัล ที่ประชาชนคนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

หลักการก็คือ คนที่ซื้อสลากแอล 6 แล้วไม่ถูกรางวัล ก็จะได้เงินออมคืนกลับไปด้วย จะกี่เปอร์เซนต์ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะตามกฎหมายของสลากกินแบ่งรัฐบาล ต้องจัดสรรรายได้ 60% มาเป็นเงินรางวัล 23% ต้องส่งเข้ารัฐ และอีก 17% เป็นค่าบริหารจัดการ

คาดการณ์กันว่า ภายในเดือนม.ค. 69 ทุกอย่างจะชัดเจน โดยสลากเพื่อการออมนี้ รัฐบาลภูมิใจไทยยืนยันว่า ถือเป็นการส่งเสริมการออม ไม่ได้แข่งขันกับหวยเกษียณ

อย่าลืมว่า ปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุผลที่คนจนก็ยังจนอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเต็มไปด้วยความหวังที่จะถูกล็อตเตอรี่ จึงทำให้ให้แต่ละปียอดขายของสลากกินแบ่งรัฐบาลมีไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท

เมื่อหักสัดส่วนรายได้ตามกฎหมายแล้ว รัฐบาลก็มีรายได้จากการนำส่งรายได้ของสำนักงานสลากฯ ในแต่ละปี มากถึง 7,000 ล้านบาท แต่การกันเงินมาเป็นเงินออมของสลากเพื่อการออมนี้ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินนำส่งรัฐ

ด้วยเหตุนี้สำนักงานสลากฯ ก็ต้องไปจัดสรรปันส่วนในส่วนเงินค่าบริหารจัดการ 17% ว่าจะเจียดเงินตรงส่วนใด มาเป็นเงินออมให้กับคนซื้อ

หากดูกลไกของหวยเกษียณ กับสลากเพื่อการออม แล้ว ก็น่าจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะหวยเกษียณ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีการออกรางวัลทุกวันศุกร์

ขณะที่สลากเพื่อการออม ก็เป็นการซื้อสลากดิจิทัลแอล 6 ปกติ อยู่แล้วที่ขายอยู่งวดละ 27 ล้านใบ แต่ลดรายได้ของผู้เกี่ยวข้องแล้วกันมาเป็นเงินออมให้กับคนซื้อ

เอาเป็นว่าผลงานของรัฐบาลไหนจะดีกว่า จะเด่นกว่า ก็ไม่น่าเป็นประเด็น เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าประชาชนคนไทยได้ประโยชน์ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น!

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่