และถ้าดูแลเรื่องสิทธิบางเรื่องที่กระทบต่อผู้เปราะบาง อย่างเรื่องลิฟต์คนพิการที่รถไฟฟ้า การจ้างงานคนพิการ , การเรียกร้องสิทธิให้สตรี กลุ่มความหลากหลายทางเพศ เรียกร้องสิทธิให้แรงงาน สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐ ไปจนกระทั่งช่วยเหลือด้านสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ( ตรงตะเข็บชายแดนแถวภาคตะวันตกและเหนือ )  ..เชื่อเถอะว่า ไทยไม่ได้ขัดขวางองค์กรหรือนักสิทธิมนุษยชนไปหมด ไม่ต้องมาแขวะว่า “รอให้ตัวเองต้องเรียกร้องสิทธิ์ก่อนแล้วจะเข้าใจ” คนที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยไม่ต้องพยายามออกหน้าเป็นข่าวก็เยอะ

เกิดเหตุการณ์ที่ต้องคิดว่า “ความถูกต้องอยู่ข้างใคร” คือเมื่อต้นสัปดาห์ “กัน จอมพลัง”อินฟลูเอนเซอร์ หรือจะเรียกว่า “นักสังคมสงเคราะห์ออนไลน์” ชื่อดัง เดินเกมป่วนเขมรบ้าง ที่บ้านดอนจาน จ.สระแก้ว เอาเสียงผีหลอนไปเปิดหันลำโพงใส่เขมรให้ขวัญผวา นั่งฟังไลฟ์อยู่เสียงคุ้นๆ ว่ามาจากเสียงผีเรื่องธี่หยด และเสียงดนตรีวู้วูหลอนๆ จากรายการ “ชมรมขนหัวลุก” บ้างก็สลับด้วยเสียงระเบิด เหมือนอยู่ๆ ดันเกิดเหตุทวงคืนพื้นที่ ไล่ที่เขมรบ้านดอนจานกันกลางคืน

กลายเป็นว่า นักสิทธิมนุษยชนออกมาฉอดทันที คือนางอังคณา นีละไพจิตร สว. และนายสุณัย ผาสุข ฮิวแมนไรท์ วอช ออกมาโจมตีการกระทำที่เกิดขึ้น ทำนองว่า เป็นการกระทำต่อกลุ่มเปราะบาง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยาสร้างความหวาดกลัว ทุกข์ทรมานทางใจอย่างร้ายแรง  ซึ่งไม่มีที่ไหนเขาโจมตีพลเรือนกัน เป็นการโจมตีเวลากลางคืน ของสุณัยนั้นออกมาในเชิงขย่มว่า “Utterly Hopeless จบนะ! นายกฯอนุทิน และกองทัพเลือกให้ท้ายกัน จอมพลัง  แบบนี้เหมือนล้มกระดานการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องของนักการทูตที่อาศัยการเคารพกฎกติกาสากล”

 แต่ขณะเดียวกัน มีข่าวว่า เวทีโลกอะไรต่างๆ นี่เขาชักจะไม่สนใจประเทศด้อยพัฒนานี้แล้ว เพราะโดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็ฟ้องๆๆๆๆ  ถ้าอยู่ร่วมเวทีกัน คนไทยก็สุดทนโต้ไปบ้างว่าตอแหล แต่ถ้าเป็นการส่งหนังสือฝ่ายเดียว องค์กรโลกเขาก็ระอา รับมาแล้วก็อ๋อเหรอคะ รวมๆ ไว้รอพิจารณาทีเดียวกะได้ ค่าที่ฟ้องมาทุกวัน โอดครวญกัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ รักสงบ แต่ฝ่ายไทยก็ฟ้องโลกไปแล้วว่ามันเปิดฉากถล่มใส่พลเมืองก่อน แถมหากินกับแกงค์สแกมเมอร์มิจฉาชีพ  

ในประเทศไทย ก็มีความคิดที่แตกต่าง ฝ่ายที่รู้สึกหมั่นไส้เขมรมองว่า กัน จอมพลัง ควรเล่นงานซะบ้าง ถือว่าพลเรือนตบเกรียนพลเรือน  เพราะถ้าไทยใช้วิธีแบบเอะอะๆ ส่งหนังสือประท้วง “ประณามขั้นรุนแรงที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้ในระดับของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ส่งไปก็เท่านั้น ประเทศนี้ไม่เคยสนใจ… เขมรคิดแต่ว่าจะหาพวกให้มากดดันไทย และความฝันของเหมนคือ “เอาชนะไทยได้ เพื่ออวดอ้างว่าเขมรสุดเกรียงไกรในสมัยสมเด็จเตโชฮุนเซน”         

อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า ต้องยึดระบบ ยึดกติกาสากลอย่างเคร่งครัดที่สุดเท่าที่จะเคร่งครัดได้ ดังนั้น นักสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่สอด-ส่องว่า ไทยได้ทำตามที่เป็นไปตามกติกาแล้วหรือไม่ ถ้าไม่ก็ร้องแรกแหกกระเชอให้ดังที่สุด โดยไม่คิดว่า ตัวเองก็ควรจะประท้วงไปยังรัฐเป็นหนังสือ แบบที่เรียกร้องให้ไทยส่งหนังสือประท้วง“ตามขั้นตอน”

ความถูกต้องอยู่ข้างใคร ?  ณ ที่นี้ ก็คือเราควรทำอย่างไร ? มันเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบหรอก เพราะเราใช้ชุดความคิดคนละชุดกันไปจับเหตุการณ์ และไม่ควรมีฝ่ายไหนว่าอีกฝ่ายผิด “ถ้าคุณเคารพสิทธิมนุษยชน คุณก็ควรเคารพสิทธิในการแสดงความเห็นของคนเห็นต่างด้วย” ถ้าจะโต้เถียงคือหยิบชุดเหตุผลมาสู้กัน ไม่ใช่ไปด้อยค่าฝั่งใดฝั่งหนึ่ง  

ความหมั่นไส้พวกนักสิทธิฯ หลักๆ มาจากเรื่องที่ว่า “เมื่อคนไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทำไมจึงไม่มีแอคชั่นอะไรบ้าง ?” ซึ่งเห็นนายสุณัย ผาสุข ไปพูดในรายการทีวีอยู่ว่า เขามีปัญหากับคนที่คิดประเภทนี้ ไปมุดหัวอยู่ไหนมา เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศก็ประณามกัมพูชา และชี้ในเวทีโลกว่าเป็นเด็กขี้โกหก.. คนฟังรายการได้แต่รอแล้วรอเล่า เพราะเขาถามว่า “ตอนไทยโดนโจมตี สุณัยทำอะไร” ก็ไม่เห็นพูดว่าตัวเองทำอะไร ที่รัฐมนตรีทำก็ไม่เกี่ยวกับสุณัย

“แล้วเราจะเสียเปรียบในเวทีโลก” ก็เป็นมุมมองของสุณัย ซึ่งยังไม่ใช่ความเห็นแทนเวทีโลก ( มีปฏิกิริยาจากต่างชาติสักครั้งหรือยัง ?  และนักสิทธิฯ เอาอะไรมาพูดว่า มันเข้าข่ายการทรมานแล้ว การทรมานตามกฎหมายป้องกันการสูญหายฯ คือ 1. ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม  2. ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม 3.ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม หรือ 4. เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด …คนไทยที่พยายามขย่มให้ไทยดูเลวร้ายในสายตาโลก เป็นคนอย่างไรไปคิดเอง )  

พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่พิพาทชาวเขมรรุกล้ำ ไทยควรต้องมียุทธวิธีในการผลักดันออกไปหรือไม่ ถ้าผู้รุกล้ำหน้าด้านอยู่ไม่รู้แล้ว พอใครแตะเข้าก็จะกลายเป็นกลุ่มเปราะบางร้องแงๆ ขึ้นมาทันที ..ซึ่งถ้าเปราะบาง นักสิทธิ์ก็ไปเรียกร้องรัฐบาลเขมรต้องย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ที่มีโอกาสประทะ นี่เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ ?  แต่นี่เหมนวางคนกลุ่มนี้ไว้เพื่อเป็นโล่มนุษย์ ..ไทยถูกยั่วยุทั้งจากฝั่งทหารและฝั่งพลเรือนของเขมร นักสิทธิมนุษยชนต้องการให้ปัญหาจบอย่างไร

อยากให้ปัญหาจบลงโดยที่สองประเทศเปิดโต๊ะเจรจา ก็ในเมื่อมีวงเจรจาหลายวง เช่น คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)  ล่าสุดก็คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission : JBC ) ที่เขมรก็ไม่เจรจา จะให้ประเทศที่สามมาจับให้เขมรเจรจา ก็ต้อง 1.ดูแนวโน้มอีกว่าประเทศนั้นมีจุดยืนเข้าข้างฝ่ายไหน 2. ประเทศไหนจะมาเป็นตัวกลางเจรจา ไทย-เขมร ไม่ได้ประกาศสงครามมันเป็นความขัดแย้งชายแดน อีกทั้งมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ประเทศที่สามเข้ามาแล้วแสวงหาผลประโยชน์อะไรได้  

ความถูกต้องอยู่ข้างใคร ? เมื่อไม่มีอะไรเป็นความจริงที่แท้ มันขึ้นอยู่กับว่า ความเชื่อไหนมันถูกสถาปนาเป็นคุณค่าหลักของสังคม และถ้าเราไม่ยึดมั่นในคุณค่าหลักนั้น เราจะใช้ชุดความเชื่อไหนที่บอกว่า“สิ่งที่เป็นจริงมันควรเป็นอย่างนี้” …ซึ่งพลวัตของสังคม ทำให้อะไรๆ มันเปลี่ยนแปลงได้จากหลายตัวแปร วันนี้ การป่วนประสาทกลางคืนเป็นเรื่องที่คุณบอกว่า รับไม่ได้ แต่ในอนาคต ถ้าเกิดมันได้รับการยอมรับให้ใช้กับศัตรูหน้าด้าน ไล่ไม่ค่อยจะไป เป็นยุทธวิธีหนึ่งในระดับโลก คุณจะยังยึดถือว่ามันผิดอยู่ไหมถ้ามันเป็น“วิธีสากล”ไปแล้ว

การเจอศัตรูหน้าด้าน ทำให้คนไทยหลายๆ คนชักจะไม่อยากทนใช้วิธีประท้วงดำเนินการตามขั้นตอน ที่ผ่านมาไทยก็ทำตามขั้นตอนตลอด การประทะในวันที่มันยิงมายังศรีสะเกษ ทหารไทยก็มุ่งเป้าทหารเท่านั้น แต่ถ้าพลเรือนเขมรสมรู้ร่วมคิดกับทหารในการรุกรานไทยด้วย เช่นนี้ “ไทยควรทำอย่างไร ?” ..แม้กระทั่งคำว่า เกียรติยศของประเทศ ก็คิดไม่เหมือนกัน ฝั่งหนึ่ง เกียรติยศคือดำเนินการตามขั้นตอนสากลอย่างเคร่งครัด อีกฝั่งหนึ่ง เกียรติยศคือต้องตาต่อตาฟันต่อฟันบ้าง ถ้าสู้กับศัตรูที่ทั้งรุกรานไทย ทั้งพยายามเคลมความเป็นไทย ด้อยค่าสายเลือดไทย..จะคุยใช้กับประเทศศีลเสมอกัน  

กลายเป็นว่า คนไทยต้องมาขัดแย้งว่า “ความถูกต้องอยู่ข้างใคร เราควรทำอย่างไร” กันอีก ขณะที่เกาหลีใต้เดินเกมเร็วจะส่งทหารตำรวจเข้าเขมรทันทีที่มีข่าวแก๊งค์สแกมเมอร์ฆ่าทำร้ายคนเกาหลีใต้ เขมรประท้วงแบบร้องเอ๋งๆ ยังไงเขาก็ไม่ฟัง ..ในส่วนของทางไทยมีปัญหาอะไรส่งหนังสือประท้วงไปเรื่อยๆ จนคนไทยงงแล้วว่า พวกคนใหญ่คนโตมีอะไรลับๆ ในเขมรหรือไม่เลยไม่กล้าเดินเกมเร็ว เกมแรง อย่างตัดน้ำตัดไฟชายแดน

เหตุการณ์จะจบอย่างไรก็ไม่รู้ ไทยต้องการชนะเพื่อให้ประเทศนี้หายซ่า ต่างคนต่างอยู่อย่ามายุ่ง ( และอย่ามาเคลมวัฒนธรรมไทย ) เขมรอยากชนะเพราะอยากอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ของฮุนเซ็น ทางออกก็คงเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐหาจุดคุยกันให้ได้ในอนาคต.. ส่วนเรื่องความเคลื่อนไหวของกัน จอมพลัง ก็เป็นเรื่องที่รัฐ, ทหารในพื้นที่ก็ต้องปรามถ้ามันเกินเหตุ

แต่เชื่อว่า หลายคนก็อยากให้นักสิทธิฯ ที่วิจารณ์ในกรุงเทพ ลงไปกินอยู่หลับนอนในพื้นที่ เผื่อมีอะไรจะได้สื่อสารกับประชาชน คนทำงานโดยตรง นั่งฉอดอยู่กรุงเทพฯ ไม่รู้หน้างานหรอก ว่าชาวบ้าน, เจ้าหน้าที่ คิดอย่างไร.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่