ณ คลังสินค้าผู้ขายส่งยาแห่งหนึ่งในเบลเยียม ชั้นวางสินค้าว่างเปล่ากว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจากเบลเยียมประสบปัญหาการขาดแคลนยาเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อื่น ๆ ส่งผลให้เภสัชกรและผู้ป่วยเกิดความไม่พอใจ และเสี่ยงที่จะทำให้บริการสาธารณสุขมีภาระงานมากเกินไป


“ยาหลายสิบชนิดขาดแคลนพร้อมกันบ่อยครั้ง ซึ่งมันทำให้ชีวิตของเราลำบากมาก” นายดิดิเยร์ รอนซิน เภสัชกรในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม กล่าว


การตรวจสอบของอียูเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา พบว่าการขาดแคลนยาเป็น “ปัญหาเรื้อรัง” ทั่วทั้งกลุ่ม โดยหน่วยตรวจราชการยุโรป (อีซีเอ) ระบุว่า ประเทศสมาชิก 27 ประเทศ รายงานการขาดแคลนยา 136 ชนิด ซึ่งรวมถึงยาปฏิชีวนะ และยาที่ใช้ในการรักษาอาการหัวใจวาย ระหว่างปี 2565-2567


อนึ่ง เบลเยียมเป็นประเทศที่รายงานการขาดแคลนยามากที่สุด โดยมีกรณีวิกฤติ หรือไม่มียาทางเลือกอื่น “มากกว่า 12 กรณี” ที่แจ้งต่อองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (อีเอ็มเอ) ในปี 2567 เพียงปีเดียว


รายงานของอีซีเอระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และการที่ยุโรปพึ่งพาส่วนประกอบยาสำคัญจากเอเชียมากเกินไป ซึ่งงานศึกษาชี้ให้เห็นว่า ราคาที่ถูกกว่าทำให้ผู้ผลิตในเอเชีย สามารถจัดหาสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หรือ “ตัวยาหลัก” (เอพีไอ) ที่จำเป็น ให้กับอียูได้ถึง 70%


แม้อียูพึ่งพายาแก้ปวดหลายชนิดเป็นพิเศษ เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน และยาอีกหลายชนิดเหลือน้อยมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความไม่มีประสิทธิภาพของตลาดภายในอียู ก็เป็นสาเหตุของการขาดแคลนยาเช่นกัน


ด้านนายโอลิวิเยร์ เดแลร์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท เฟเบลโก ผู้จัดจำหน่ายค้าส่งที่ให้บริการร้านขายยาในเบลเยียม ประมาณ 40% อธิบายว่า ราคายามีความแตกต่างภายในอียู เนื่องจากหน่วยงานระดับชาติของแต่ละประเทศ เจรจากับผู้ผลิตยาในส่วนของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตยาจึงมักส่งสินค้าไปยังประเทศที่จ่ายเงินมากกว่า และส่งสินค้าในปริมาณที่เพียงพอให้กับประเทศที่ต่อรองราคายากกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการแสวงหากำไรจากการส่งออกยาซ้ำ


นอกจากนี้ อีซีเอระบุเสริมว่า ยาส่วนใหญ่ยังคงได้รับอนุญาตในระดับชาติและบรรจุภัณฑ์ในแต่ละประเทศก็แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การค้าภายในอียู มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนมากขึ้น


“สิ่งนี้ก่อให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า ‘การขาดแคลนภายในประเทศ’ ซึ่งหมายถึงการไม่มีผลิตภัณฑ์ในประเทศสมาชิกอียูประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์นั้นได้ในประเทศสมาชิกอื่น” เดแลร์ กล่าวเพิ่มเติม


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ พยายามหาทางออก โดยเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ได้เสนอ “กฎหมายยาฉบับสำคัญ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตในอียู ด้วยการมอบสิ่งจูงใจ และกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกเปลี่ยนแนวทางในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง จากราคา เป็นเกณฑ์หลัก


ยิ่งไปกว่านั้น อีซียังเสนอ “กลยุทธ์การกักตุน” ในเดือน ก.ค. เพื่อประสานงานสต๊อกสินค้า และทำให้แน่ใจว่ามียาและสินค้าอื่น ๆ พร้อมใช้ในกรณีวิกฤติ


ขณะที่โฆษกหญิงของอีซี กล่าวว่า ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์มั่นใจว่า ข้อเสนอเหล่านี้และข้อเสนออื่น ๆ จะสร้างความแตกต่าง และช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีนัยสำคัญ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP