ปี 68 ภาคการท่องเที่ยวถูกฝากความหวังไว้อย่างสูงให้เป็น“พระเอก”ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาชายแดน ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ที่จะกระทบภาคการส่งออกไทยอย่างรุนแรง ภาคการท่องเที่ยว จึงเปรียบเหมือนเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจสามารถไปรอด ไปถึงฝั่ง   

ดังนั้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หน่วยงานหลักอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงตั้งเป้าหมายเชิงรุกว่า ปี 68 ไทยต้องดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาให้ได้ 39-40 ล้านคน  ส่วนนักท่องเที่ยวไทยก็เที่ยวเมืองไทยประมาณ 205 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด โดยสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ สูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 18-19% ของจีดีพีประเทศ 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดยอด 9 เดือน ภาคการท่องเที่ยวกลับไม่ได้ฉายแสง เป็นเทพบุตรขี่ม้าขาวอย่างที่ใครคิด เพราะสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเข้าไทยตั้งแต่ 1 .. – 30 .. 68 เพิ่งมีเพียง 24.11 ล้านคน ห่างไกลเป้าหมายลิบลับถึง 15 ล้านคน แถมยังหดตัว 7.56% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติก็มีเพียง 1.11 ล้านล้านบาท ลดลง 5.85% 

หันเป้าครั้งใหญ่ 

ส่งผลให้ ททท. ต้องปรับแผนกันยกใหญ่  ยอมปรับลดเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี เหลือเพียง 33.4-34.5 ล้านคน หรือหายไปกว่า 5 ล้านคน ส่วนรายได้การท่องเที่ยว ที่เคยตั้งไว้ 3.5 ล้านล้านบาท ก็ประเมินว่าจะเหลือเพียง 2.7-2.8 ล้านล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ดี แม้จะลดเป้าไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ทำให้ถึงอยู่ดี เพราะตอนนี้เหลือเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เป็นภารกิจท้าทายที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึง ททท.ต้องดึงต่างชาติเข้ามาให้ได้ถึง 10 ล้านคน

เมื่อส่องดูโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่มาไทย พบว่าตลอดหลัก 5 อันดับแรก มีถึง 3 ใน 5 ที่ตัวเลขติดลบ  โดยมาเลเซียที่ปีนี้มาไทยอันดับหนึ่ง แต่เหลือเพียง 3.47 ล้านคน ลดลงไป 7.05% ขณะที่จีนแชมป์เก่าหลายปีก็วูบลงน่าใจหาย เหลือ 3.41 ล้านคน หรือลดลง 34.97% ขณะที่เกาหลีอันดับ 5 ก็มาเพียง 1.13 ล้านคน ลดลงไป 17.7% จะมีเพียงอินเดียที่โตแรงขึ้นมาที่ 1.77 ล้านคน และรัสเซียที่ขยายตัวเป็น 1.27 ล้านคน แต่ก็ไม่เพียงพอที่ฉุดให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขึ้นจากหล่มได้

สารพัดปัญหารุมเร้า 

สาเหตุหลักที่ท่องเที่ยวไทยต้อเผชิญวิกฤตเช่นนี้ เกิดจากหลายเรื่องมะรุมมะตุ้ม ทั้งด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัย จากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวจีน และคดีลักพาตัวนักแสดงชาวจีนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นชาวจีนรุนแรง ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางชาติอื่น ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวไทยสูงขึ้น จนชาวต่างชาติเลือกไปประเทศอื่นที่ค่าเงินอ่อนซึ่งคุ้มค่ากว่า อย่างญี่ปุ่น หรือเวียดนาม นอกจากนี้ หลาย ๆ ประเทศ ก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายใน ทำให้คนเที่ยวเมืองนอกลดลง และอีกเรื่องคือทุกประเทศต่าง แข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งหลักของไทย 

ด้วยสถานการณ์หลังพิงฝาสุด ๆ ในโค้งสุดท้าย 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ จึงเป็นฮึดเฮือกสุดท้าย ที่รัฐบาลจะต้องใส่เกียร์ 5 เดิมพันครั้งใหญ่ผลักดันการท่องเที่ยวฟื้นกลับให้ได้ เพื่อจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยที่กำลังอ่อนเปรี้ยให้รอดถึงฝั่ง ทำให้ รัฐบาล และ ททท. ได้เทหมดหน้าหวังพลิกสถานการณ์ช่วงทดเวลาบาดเจ็บออกมาหลายแนวทาง เริ่มจากททท. ที่ทุ่มสุดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้  วางบิ๊กอีเวนต์ใหญ่ออกมารัว ๆ ปลุกบรรยากาศเที่ยวไทยให้คึกคักอีกรอบ

กดปุ่มบิ๊กอีเวนต์

เริ่มด้วยเดือน ต.ค.68 ได้จัดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 เทศกาลแสงสี ดิวาลี เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-อินเดีย ตลอดเดือนต.ค.68  ถัดมาเดือนพ.ย.68 ได้จัดงานมหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025 ยกระดับเทศกาลลอยกระทงให้เป็นเทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีไฮไลท์ ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยังเติมเต็มด้วย งานวิจิตร เจ้าพระยา 2025 การแสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้น 1 พ.ย.–15 ธ.ค. 68 งาน Amazing Thailand Marathon 2025 กิจกรรมวิ่งมาราธอนใหญ่ วันที่ 30 พ.ย. 2568  และปิดท้าย เดือนธ.ค.68 ด้วยกิจกรรม Amazing Thailand Countdown 2026 เฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ   

ดึง “ลิซ่า” โหมระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีทีเด็ดสุดๆ คือ  การดึง ลิซ่า  ลลิษา มโนบาล ศิลปินระดับโลกสัญชาติไทย มาช่วยในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” หรือทูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาโลก ตลอด 1 ปี  โดยเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และเพิ่มภาพลักษณ์ไทยให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก โดย ททท. คาดหวังว่า ลิซ่า จะช่วยกระตุ้นรายได้การท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ยาวไปจนถึงปี 69 โดยแคมเปญบิ๊กอีเวนต์ใหญ่ที่เกิดขึ้น ททท.ปักหมุดเป้าหมายไปที่ตลาดระยะไกล อย่างยุโรป ซึ่งชาวยุโรปนิยมหนีฤดูหนาวมาท่องเที่ยวในประเทศเขตร้อน ทั้งเยอรมนี สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส อิตาลี และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งทั้งหมดมีสัญญาณการฟื้นตัวและเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีรัสเซียที่เป็นตลาดสำคัญ ที่ได้รับอานิสงส์การยกเว้นวีซ่า โดยนิยมมาพักผ่อนระยะยาวในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและพัทยา  รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตลาดที่นับจับตา หลังสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส มีการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ และเพิ่มความถี่เที่ยวบินจากสหรัฐฯ มาไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องเร่งกระตุ้นตลาดใหญ่ อย่าง จีน และรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งของ อินเดีย ให้เติบโตควบคู่ไปด้วย 

ไทยเที่ยวไทยชะลอ

ขณะที่ภาคท่องเที่ยวในประเทศ หรือ  “ไทยเที่ยวไทย” แม้ในปี 68 จะยังไม่ติดลบ แต่ก็เผชิญความเสี่ยงเติบโตต่ำ โดยประเมินว่าจะมีคนไทยเที่ยวด้วยกันเอง 205 ล้านครั้ง และสร้างรายได้ 1.14-1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.0-2.2% เนื่องจากถูกปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นตัวเต็มคอยกดทับ ก็ทำให้ไทยเที่ยวไทย ไม่สามารถเร่งเครื่องมาชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หดตัวแรงได้

ทำให้ ล่าสุด ครม.เศรษฐกิจ ได้งัดแพ็กเกจกระตุ้นการท่องเที่ยว อีกชุดใหญ่ 3 มาตรการ เพื่อหวังให้การท่องเที่ยวในประเทศ เป็นแรงเสริมช่วยรายได้ท่องเที่ยวในภาพรวมอีกแรง ประกอบด้วย  1. มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวในประเทศ ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุด 20,000 บาทต่อคน สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศ  เช่น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ และที่พิเศษหากใช้จ่ายใน “เมืองรอง” สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มในอัตรา 1.5 เท่า เช่น จ่ายจริงในเมืองรอง 10,000 บาท นำไปลดหย่อนได้ 15,000 บาท เริ่มตั้ง 29 ..-15 .. 68 

งัด 3 มาตรการฟื้นคืนชีพ

มาตรการที่ 2 เร่งรัดการจัดสัมมนาและอบรมของรัฐ โดยให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการจัดประชุม อบรม สัมมนา และศึกษาดูงาน จนถึงเดือนม.ค. 69 ซึ่งมีเม็ดเงินกว่า 6-7 พันล้านบาท และมาตรการที่ 3. สนับสนุนการปรับปรุงสถานประกอบการ  โรงแรม ให้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือต่อเติมอาคารของโรงแรม ที่พักได้ 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายจริง โดยเน้นไปที่โรงแรมเมืองรองเป็นพิเศษ ครอบคลุมถึงการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความยั่งยืน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือระบบบำบัดน้ำเสียด้วย

เรียกว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ รัฐพยายามทุ่มสุดตัว ทั้งแคมเปญบิ๊กอีเวนต์ มาตรการกระตุ้นเที่ยวในประเทศหวังจะฉุดโมเมนตั้มการท่องเที่ยวกลับมา แต่ถามว่าจะกู้วิกฤติได้แค่ไหน หากวิเคราะห์ตามเนื้อผ้า โอกาสในไตรมาสที่ 4 แม้มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะสร้างผลดีต่อตลาดไทยเที่ยวไทย โดยเฉพาะการดึงคนกำลังซื้อสูงให้เที่ยวในประเทศ  ขณะที่การเร่งรัดงบสัมมนาก็ช่วยให้เกิดเงินกระจายตัวในประเทศ  ช่วยชดเชยการขาดหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า มาตรการชุดนี้ยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะไปปะผุ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แย่มาทั้งปีได้พอ   

ยกเครื่องแก้โครงสร้าง

แต่หากมองไปข้างหน้า รัฐบาลอาจต้องเบนเข็ม หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและความยั่งยืน” มากกว่า “ปริมาณ”  การเดินหน้าแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี เช่น งานอีเวนต์ขนาดใหญ่และเทศกาลต่าง ๆ จะต้องเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง และเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริง ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทัวร์สีเทาเหมือนที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องไม่ลืม คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความปลอดภัย สาธารณูปโภค และการยกระดับมาตรฐานการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ดีแต่แรงโปรโมต แต่พอนักท่องเที่ยวมาถึง กลับต้องพบแต่ปัญหา? และขาดความประทับใจ!! ซึ่งไม่มีใครต้องการกลับมาเยือนอีก ดังนั้นในช่วงที่ปริมาณนักท่องเที่ยวชะลอตัว ภาครัฐควรมองเป็นโอกาสที่จะยกเครื่องแก้สารพัดปัญหา เพื่อให้ไทยกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่ต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก แต่ขอให้มีรายได้มาก จะดีกว่า !!