เป้าหมายนี้ถือว่า… เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แม้ว่าจะเป็นอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากนักท่องเที่ยว ก็ตาม
ท่ามกลางสารพัดปัญหา โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของความปลอดภัย ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาแรก ๆ ในการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พยายามเดินหน้าเร่งสร้างความเชื่อมั่น ในสารพัดด้าน เพื่อเรียกให้นักท่องเที่ยวกลับคืนมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่อย่างน้อยต้องดึงกลับมาให้ได้อย่างน้อย 2 ล้านคน
ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ การจะหวังให้นักท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิม ก็ถือเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ไกลเดินเอื้อม ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.-5 ต.ค.68 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยรวมแล้วกว่า 24.57 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 1.13 ล้านล้านบาท
ในจำนวนนี้ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มาไทย มากที่สุด ถึง 3,534,028 คน รองลงมาคือ จีน 3,512,253 คน อินเดีย 1,810,837 คน รัสเซีย 1,293,594 คน และเกาหลีใต้ 1,174,537 คน
มีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2568 นี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเที่ยวไทยประมาณ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% โดยสร้างรายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% ส่วนนักท่องเที่ยวไทย เดินทางเที่ยวไทย จำนวน 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้กว่า 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
แม้ตัวเลขรายได้ทั้งหมดยังไม่กลับมาตามเป้าหมายที่ต้องการให้ได้กว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น รวมถึงการเพิ่มเสน่ห์ให้เมืองไทยในทุกทาง เชื่อเถอะ… เป้าหมายนี้ไม่ไกลแน่นอน
อย่าลืมว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการเดินทางมาสัมผัส ด้วยมนต์เสน่ห์ที่มีอยู่อย่างมากมาย แถมยังเติมเสน่ห์ปลายปีที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น ด้วยอีกหลายหลายกิจกรรม
อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ คืองาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือน ต.ค. ที่คลองโอ่งอ่าง และย่านพาหุรัด
เทศกาลดีลาวี หรือเทศกาลแห่งแสงไป ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของชาวฮินดูทั่วโลก ที่มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ฮินดูและระลึกถึงชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืดมิด
ความคาดหวังของกิจกรรมนี้ ก็เชื่อว่า จะมีนักท่องเที่ยวมาร่วมงานไม่น้อยกว่า 1 แสนคน สร้างเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของการดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดีย ที่เวลานี้มียอดเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.81 ล้านคน
นอกจากนี้ยังมีงาน “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” ในเดือน พ.ย. ที่มุ่งยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น“มหาลอยกระทง”ให้เป็นงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยกันทีเดียว
โดยเฉพาะที่สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือททท. กำหนดจัดงานกันอย่างยิ่งใหญ่ เบื้องต้นก็คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน กระตุ้นเศรษฐกิจและก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท
อีกงานคือ“วิจิตร เจ้าพระยา 2025”มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ที่ในปีนี้ได้มีการขยายเวลาจัดงานจากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2568 เวลา 18.00-22.00 น. คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้หมุนเวียนช่วงจัดงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีงาน“อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025”การแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก จัดเป็นปีที่ 8 กำหนดจัดวันที่ 30 พ.ย. ที่ ถนนพญาไท หน้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ และสนามหลวง กรุงเทพฯ
งานนี้คาดการณ์ว่า จะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 36,000 คน แบ่งเป็นชาวไทยจำนวน 28,000 คน และชาวต่างชาติรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไทย อีกจำนวน 8,000 คน เชื่อว่าก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท
อีกไฮไลต์สำคัญคืองาน“อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025”เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเคานต์ดาวน์ระดับโลก ที่ททท.จะสนับสนุนการจัดงานเกือบทุกพื้นที่ทั่วไปทย แต่ที่เป็นแม่งานหลัก จะมีที่ เชียงใหม่ และพะเยา ที่คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงาน 1.5 แสนคน
นอกจากกิจกรรมไฮไลต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ฟากรัฐบาลก็งัด “มาตรการภาษี” ออกมาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวในประเทศ และยังช่วยสร้างบรรยากาศในช่วงปลายปีให้คึกคักมากยิ่งขึ้น
ปฎิเสธไม่ได้ว่า “การท่องเที่ยว” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ หากกระตุ้นในจังหวะที่ใช่ ใช้มาตรการที่ชอบ ก็ได้แต่หวังว่าในปลายปีนี้…ประชาชนคนไทยจะเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



