ว่ากันว่าถ้าภาพยนต์เรื่องไหนประสบความสำเร็จจากภาคแรกแบบถล่มทลาย ทางค่ายหนังก็มักจะทำภาค 2-3 ออกมาเพื่อกอบโกยตัวเงิน ก่อนที่มันจะขายไม่ออก เช่นเดียวกับแฟนไชนส์ The Black Phone (สายหลอน ซ่อนวิญญาณ) ที่ภาคแรก(2022) โกยเงินไปทั่วโลกกว่า 161.4 ล้านเหรียญ จากทุนทำหนังเพียง 18 ล้านเหรียญ ผ่านไป 3 ปี Black Phone 2 ก็ผุดออกมาฉายเพื่อสานต่อเนื้อหาที่ยังคาใจใครหลาย ๆ คน ซึ่งภาคนี้ยังคงใช้ “พระเอก-นางเอก” (สองพี่น้อง) เดิม ๆ นั่นคือ “เมสัน เทมส์” และ “แมเดลีน แมคกรอว์” รับบท “ฟินนีย์ ชอว์” และ “เกว็น ชอว์”
ย้อนรอย The Black Phone 2022 ในปี 1970 มีฆาตกรต่อเนื่องที่เรียกกันว่า “เดอะ แกร็บเบอร์” (รับบทโดย อีธาน ฮอว์ก) มันชอบลักพาตัวเด็ก ๆ ไปฆ่าทิ้งแล้วก็ซ่อนศพไว้ไม่ให้ใครเห็น ซึ่งเหยื่อรายล่าสุดเป็นคิวของ “ฟินนีย์ ชอว์” (เมสัน เทมส์) เด็กชายวัย 13 ปี ที่ดูไร้พิษภัย โดย “ฟินนีย์” มีน้องสาวชื่อ “เกว็น ชอว์” (แมเดลีน แมคกรอว์) เธอมีพลังพิเศษในการฝันเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าเหมือนกับแม่ของพวกเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว “ฟินนีย์” ถูกจับไปขังไว้ในห้องใต้ดินเก็บเสียง มีเพียงเบาะนอนและโทรศัพท์สีดำ (ที่ไม่มีการเชื่อมต่อสายไฟแขวนอยู่)


แต่แล้วโทรศัพท์เครื่องนั้นก็ดังขึ้น “ฟินนีย์” พบว่าเขาสามารถรับสายเพื่อสื่อสารกับ เหล่าวิญญาณของเด็ก ๆ ที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งพวกเขาพยายามแนะนำ “ฟินนีย์” ให้เอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงการหาทางเล่นงาน “เดอะ แกร็บเบอร์” เพื่อล้างแค้นให้กับวิญญาณของเด็ก ๆ ซึ่งแน่นอนว่า “ฟินนีย์” ทำสำเร็จเขาสังหาร “เดอะ แกร็บเบอร์” โดยใช้โทรศัพท์สีดำตีใส่หัวอย่างแรง ก่อนจะใช้สายโทรศัพท์รัดคอฆาตกรขาดใจตาย ขณะที่ “เกว็น” ตามรอยความฝันไปยังที่บ้านอีกหลัง ที่ฆาตกรซ่อนศพเด็ก ๆ เอาไว้ เรื่องราวของสองพี่น้องถูกกล่าวขานว่าเป็นฮีโร่ของเมือง เพราะสามารถจัดการฆาตกรใจโหด ทั้งยังแกะรอยจนเจอหลักฐานทุกอย่าง


เรื่องย่อ Black Phone 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แรก 4 ปี จู่ ๆ “ฟินนีย์” ที่ตอนนี้เป็นหนุ่มวัยรุ่น จู่ ๆก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากวิญญาณอีกครั้ง เช่นเดียวกับ “เกว็น” ผู้เป็นน้องสาว เธอก็เริ่มฝันเห็นนิมิตอันน่ากลัว ที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากับ “เดอะ แกร็บเบอร์” ที่มันตายไปแล้ว!!! ทางเดียวที่จัดการมันได้คือหาเบาะแสอดีตอันมืดมิด ของฆาตกรใจโหดรายนี้


จุดแข็ง “สก็อตต์ เดอร์ริคสัน” ผู้กำกับชื่อดังยังคงกลับมาสานต่องานจากภาคแรก หนังความยาว 1 ชม. 54 นาที ภาคนี้มีการเปลี่ยนโทนจากสยองขวัญแนวจิตวิทยาและเอาชีวิตรอดที่อิงกับความเป็นจริงในยุค 70 บทหนังมีความสยองในแบบ Supernatural Horror ทำให้รู้สึกว่ามีความแตกต่างจากภาคแรกอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความพิเศษของ “เดอะ แกร็บเบอร์” ที่มีพลังคล้ายกับ “เฟรดดี้ ครูเกอร์” คือมีอำนาจในความฝัน (การทำร้ายคนในความฝัน ผู้ถูกทำร้ายจะบาดเจ็บในโลกความจริงด้วย)


จุดอ่อน การปูเรื่องราวชีวิตของสองพี่น้องช่วงแรกนานเกินไป มีความเนือยและเฉื่อยมาก กว่าจะเข้าไปสู้กับปีศาจก็เกินครึ่งเรื่องไปแล้ว การนำเสนอรูปแบบความสยองและความน่ากลัวของภาคนี้ ยังทำได้ไม่ดีเท่าภาคแรก ตัวละคร “เดอะ แกร็บเบอร์” บทเดทแอร์เยอะไปหน่อย จากที่ควรจะแข็งแกร่ง ดูงุ่มง่าม ชักช้า จังหวะฆ่าก็ไม่ฆ่า ขัดใจคอหนังสยองขวัญหลายฉาก


3/5 Black Phone 2 เป็นภาคต่อที่กล้าที่จะก้าวไปในทิศทางใหม่ ขยายขอบเขตของเรื่องราวจากความสยองขวัญบนโลกความเป็นจริงไปสู่มิติเหนือธรรมชาติอย่างเต็มตัว ใครที่ชอบบรรยากาศหนังสยองขวัญยุค 80 และความสยองขวัญที่เน้นฉากที่น่าตกใจ (Jump Scares) รวมถึงชื่นชอบตัวละคร “ฟินนีย์” และ “เกว็น” ก็น่าจะเพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก.


คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก “Blumhouse Productions”



