โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานสำหรับนักแสดงมากฝีมือ “เอส-ชิษณุพงศ์ สกุลนันทิพัฒน์” ที่ล่าสุดโดดมาเปิดร้านกาแฟตามความชอบของตนเอง งานนี้ yimyim จึงไม่พลาดไปคว้าตัวหนุ่มเอสมาถามถึงที่มาที่ไปสักหน่อยว่าทำไมถึงเปิดร้านกาแฟแล้วทุ่มเทกับมันขนาดไหนกันแน่ ตามมาอ่านกันเลยจ้า

จุดเริ่มต้นของร้าน WIP Coffee Station นี้คืออะไร?

“จุดเริ่มต้นของร้านนี้คือการรวมตัวของสามร้านกาแฟ มาร่วมกันทำเป็นหนึ่งร้านนี้ มันเกิดขึ้นได้เพราะเราได้พื้นที่บน BTS ช่องนนทรี มา ฉะนั้นเราก็เลยมองว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นกลุ่มออฟฟิศแน่นอน เราก็เลยดูรูปแบบร้าน ให้มันเป็นแบบออฟฟิศหน่อย ให้เขาเข้าถึงได้ง่าย แล้วก็ทำราคาที่คนออฟฟิศรู้สึกว่ามันไม่แพงเกินไป แล้วก็สามารถจ่ายได้ ราคามาตรฐานปกติ จริงๆ จะเริ่มที่ 65 บาท และมี 75 บาท แพงที่สุดของร้านจะเป็น 110 บาท จะเป็นเมนูพวกกาแฟผลไม้ หรือ มัทฉะลาเต้”

ทำไมถึงตัดสินใจทำร้าน WIP Coffee Station กับเพื่อนสองคน?

“ปกติทุกคนมีร้านกาแฟของตัวเองอยู่แล้ว ผมก็มีร้านกาแฟอยู่แล้ว แต่อย่างที่ทราบกันในวงการกาแฟว่า การมีร้านกาแฟร้านเดียวมันทำให้เรารวยไม่ได้ ถ้าเราอยากจะทำธุรกิจของมันจริงๆ นอกเหนือจากเรื่องของ แพสชัน นอกเหนือจากเรื่องความชอบ ความรักที่ได้ทำกาแฟ ถ้าเราอยากได้เงินจากมัน อยากได้อะไรกลับมา มันจำเป็นต้องมีสาขา หรือจำเป็นต้องมีหลายทางเลือกมากขึ้น แล้วอันนี้มันเป็นความโชคดีที่ได้ที่บน BTS ช่องนนทรี มา สำหรับผมมันเป็นหนึ่งในสถานีทองที่สุด ของทั้งหมดเลย มันคุ้มที่จะเสี่ยง ซึ่งค่าใช้จ่ายบนนี้มันก็ไม่ได้ถูกมาก แต่เราคิดไว้แล้วว่ามันคุ้มที่จะลองเสี่ยงดู”

ร้านนี้เปิดมานานแค่ไหนแล้ว ฟีดแบ็กเป็นแบบไหน?

“ร้านเปิดเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ฟีดแบ็กจากลูกค้าดีครับ ช่วงแรกๆ ผมจะมาอยู่เอง กับพนักงานทุกคน กับพี่ๆ ที่เป็นเจ้าของก็จะสลับกันเข้ามาช่วย จริงๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมก็ไม่ได้เข้ามาบ้าง เพราะต้องกลับไปดูร้านเดิมเหมือนกัน แล้วฟีดแบ็กดี แต่ก็จะมีนิดหน่อย เราก็ทำให้มันถูกใจทุกคนไม่ได้ ซึ่งมันมีหลายประเด็น แต่โดยส่วนใหญ่ดี และยอดขายมันอยู่ประมาณ 300 แก้วต่อวัน ที่เป็นวันธรรมดา ส่วนเสาร์-อาทิตย์ตรงนี้อาจจะขายไม่ดี เราต้องคาดหวังจันทร์ถึงศุกร์ เพราะเสาร์-อาทิตย์เป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีคนมาสถานีนี้สักเท่าไหร่ ถามว่ามันจะคืนทุนเร็วๆ นี้ไหมก็อยากนะครับ จริงๆ ที่วางแผนกันไว้มันคืนทุนได้ในระยะเวลาน่าจะ ก่อนหนึ่งปีได้ เท่าที่เราดูทำเลไว้แล้วอีกที่หนึ่ง ก็กำลังลงมือทำอยู่ อันนี้จะไม่ได้อยู่บน BTS แล้ว ก็กำลังสร้างอยู่”

จริงๆ แพสชั่นการทำกาแฟของเอสคืออะไร?

“(ยิ้ม)ผมชอบเองครับ มันเริ่มจากตอนโควิด ตอนนั้นทำให้วงการกาแฟมันโตมากๆ ซึ่งช่วงนั้นมันเกิดปรากฏการณ์ที่คนอยู่บ้าน ไม่รู้จะทำอะไร คนเลยดื่มกาแฟเยอะขึ้น จริงๆ คนขายกาแฟก็ส่วนนึง แต่มันกลายเป็นว่าคนที่อยู่บ้านที่กินกาแฟอยู่แล้วแล้วออกไปซื้อกาแฟไม่ได้ เขาก็เลือกที่จะทำเอง แล้วพอทำกินเองทุกคนก็จะซื้อแต่ของดี อุปกรณ์ดี กาแฟดี แล้วช่วงนั้นมันก็เลยทำให้กาแฟโตขึ้นมาก จนตลาดกาแฟมันขึ้นถึงจุดสูงสุดเลย”

แสดงว่าช่วงโควิด 3-4 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าเข้าวงการและเปิดร้านแล้วหรือไม่?

“ยังไม่เปิดร้านครับ ผมแค่ทำกินเอง แล้วรู้สึกว่ากาแฟมันลึกซึ้งดี มันน่าหลงใหล มันมีอะไรบางอย่าง แค่เปลี่ยนกาแฟ หรือเปลี่ยนปัจจัย การทำบางอย่าง มันก็เปลี่ยนแล้ว อย่างของผมผมเริ่มจากการทำ “สกัดเย็น” (Cold Brew) เพราะสกัดเย็นมันง่ายสุด แล้วผมก็ไม่คิดหรอกว่าจะมาอะไรเยอะแยะ แต่สุดท้ายมันก็มาเต็มเซต แล้วก็ยังไม่ได้เปิดร้านนะ จริงๆ สองร้านนี้ไม่มีร้านไหนถึงปีเลย ที่ผมเปิด คือเพิ่งเริ่มหมดเลย แต่ในวงการกาแฟเรียกว่าอยู่มาสักสามถึงสี่ปี แล้วมันมีปีที่แล้ว เป็นปีที่ผมได้แข่งกาแฟ ลงแข่งกับพี่ๆ ที่ทำร้านมาด้วยกัน มันเป็นหนึ่งปีเต็มที่เราไปแข่ง “ดริปกาแฟ” (Drip Coffee) แล้วหลังจากนั้นมาอยู่ๆ พี่ป้องที่ทำร้านแรกด้วยกัน ก็ชวนเปิดร้าน ทั้งๆ ที่ผมสองคนไม่ได้มีความคิดมาก่อนเลย ผมก็เลยตอบตกลง เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว แค่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำจริงจัง เพราะว่ามันไม่ง่าย”

ลูกค้าหลายคนรู้ว่าเราเป็นดารามาก่อน?

“(หัวเราะ) มีนะ แต่เราก็ไม่ได้ถึงขั้นโปรโมตขนาดนั้น จริงๆ ก็รับหน้าที่เป็นคนออกหน้าในระดับนึง แต่ก็จะมีลูกค้าที่เห็นแล้ว “เอ๊ะ” เพราะช่วงแรกผมก็จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ เป็นคนเสิร์ฟแก้ว ก็จะมีลูกค้าหลายคนที่รู้จักผมอยู่แล้ว แล้วก็มาขอถ่ายรูปหลายครั้งเหมือนกัน ซึ่งช่วงนี้มันก็เป็นปกติ เพราะช่วงพีคของช่องนนทรีจะเป็นประมาณ 7 โมงเช้าถึง 10 โมงเช้า ซึ่งถ้าเป็นพนักงานก็จะต้องมา “เซตอัพ” ประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งถ้าเขามาถึงร้านเขาก็จะต้องปิดไฟกันก่อน ยังเปิดไฟไม่ได้ ต้องอุ่นเครื่อง ต้องวอร์มเครื่องทำกาแฟ เพราะถ้าไฟมันเปิดปุ๊บ ลูกค้าก็จะพร้อมที่จะเดินเข้ามา ซึ่งเราก็เปิด 7 โมง ช่วงพีคอีกช่วงหนึ่งก็จะเป็นประมาณเที่ยงถึงบ่ายโมง หรือบ่ายโมงครึ่ง”

แล้วงานในวงการยังทำอยู่ไหม?

“ทำครับ ถ้ามีให้ทำ คือผมก็ยังรักทั้งสองอย่าง ทั้งการแสดงและกาแฟ แต่การแสดงมันก็มีจุดที่เรามีงานหรือเราไม่มี มันยังไม่มั่นคงขนาดนั้น ซึ่งการมีร้านกาแฟอยู่มันทำให้ผมรู้สึกว่า มันก็เป็น “เซฟโซน” เราด้วย และมันเรียกว่าทำให้เรารู้สึกมั่นคงขึ้นมา บางทีไม่มีงานแสดง เรายังมีงานอันนี้อยู่ที่เราก็อินกับมันจริงๆ เราก็อยากทำออกมา”

ถ้ามีงานแสดงเข้ามา เอสก็สามารถไปทำงานแสดงได้?

“ใช่ครับ ด้วยระบบของร้านมันจะเป็นการที่ทำให้ร้านสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีเจ้าของอยู่ก็ได้ คือยังไงเราก็จะต้องเทรนพนักงานให้มีความพร้อมที่ดีที่สุดในการจัดการ เจ้าของก็ไม่ได้ทิ้งอยู่แล้ว จริงๆ เราก็จะมีตารางเข้ามาว่าในหนึ่งอาทิตย์คนโน้นเข้ามาวันนี้คนนี้เข้ามาวันโน้น แล้วอย่างผมถ้ามีงานแสดงก็ไปทำงานแสดง ยกเว้นมันมีอะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถผลักออกไปจากร้านได้จริงๆ คืองานแสดงเองมันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมากๆ ถ้ามีงานเข้ามา ให้มันมีเข้ามาก่อนเดี๋ยวผมจัดการเรื่องเวลาอะไรได้”

ถ้าให้แนะนำเมนูหนึ่งอันกับร้านนี้ และบอกวิธีการเดินทางมาอุดหนุนสักหน่อย?

“เมนูแนะนำของร้านนี้ ก็จะเป็น “เมล็ดพิเศษ” ของทางร้าน คือเมล็ดที่ร้านมันจะมีสองตัว จะมีตัว “เฮาส์เบลนด์” (House Blend) และตัวที่เป็น “สเปเชียล” (Special) ซึ่งตัวสเปเชียลข้อดีคือเป็นจุดขายหลักของร้านนี้ ซึ่งเมล็ดตัวนี้จะเป็นคั่วอ่อน สมมติเมล็ดรอบนี้คือ “ฮอนดูรัส” แล้วถ้าหมด รอบต่อไปก็จะเป็นอีกเมล็ดหนึ่งเลย จะเป็นการเปลี่ยนเมล็ดใหม่ๆ เข้ามาให้ลูกค้าได้ลองเรื่อยๆ ไม่ได้เอาเมล็ดซ้ำมา ซึ่งเมล็ดพิเศษของทางร้านก็จะนำมาทำเป็นอเมริกาโน่ ลาเต้ มอคค่า คือทำได้หมดเลย ลูกค้าที่นี่ ปกติเมล็ดพิเศษ หรือเมล็ดที่เป็นคั่วอ่อน ส่วนใหญ่เราจะคุ้นเคยกับการมาทำเป็นอเมริกาโน่ หรือเต็มที่ก็ลาเต้ แต่ลูกค้าที่นี่คืออยากลอง บางคนถึงขั้นเป็น “เอสเย็น” ใช้เมล็ดพิเศษ มอคค่าใช้เมล็ดพิเศษ ซึ่งมันก็ดีเหมือนกันที่มีการเอาเมล็ดที่เป็นคั่วอ่อนมาทำเมนูแบบนี้กันเยอะ เราก็ตื่นเต้น ก็รู้สึกดีครับ ส่วนอีกตัวนึงก็เป็น “มัทฉะ” ของร้าน เราใช้เป็นเกรด “เซเรโมเนียล” (Ceremonial) และใช้ “ยาเมะ” (Yame) ซึ่งก็จะมีความเป็นถั่วคั่วที่ลูกค้าจะดื่มง่าย ส่วนการเดินทางถ้าใครสะดวกก็ BTS สะดวกที่สุดลงที่ BTS ช่องนนทรี และเดินลงมาที่ ทางออกที่ 1 คือแตะบัตรปุ๊บเจอเลย ฝากด้วยนะครับ”

แหม .. ยิ่งได้คุยก็ยิ่งรู้สึกว่าเอสเป็นคนที่เต็มที่กับสิ่งที่รักมากจริงๆ ไม่ว่าจะงานแสดงหรือร้านกาแฟ ยังไงใครคิดถึงเขาก็ไปอุดหนุนและรอติดตามผลงานของเขาได้เลยจ้า

————————-

คอลัมน์ 1 Day With ซุปตาร์

โดย yimyim