ครบ 10 ปีพอดี นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาจัดระเบียบ แก้ไขปัญหาโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งใหญ่ แต่ล่วงเลยมาถึงวันนี้ ปัญหาโควตาสลากฯ ก็กลับกลายมาเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมอีกครั้ง หลังจาก สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงถึงปัญหาการจัดสรรสลากในกลุ่มองค์กร มูลนิธิ ที่มีความไม่โปร่งใส และไม่ได้นำไปจัดสรรให้แก่สมาชิกอย่างแท้จริง โอกาสนี้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์” ขอฉายภาพให้เห็น 10 ปีที่ผ่านมา วงการสลากไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง และหลังจากนี้จะเดินต่อไปอย่างไร?
ย้อนตำนานยุค5เสือ
ก่อนอื่นขอย้อนไปยุคปี 58 ยุค 5 เสือกองสลาก ตำนานของการผูกขาดโควตา และเป็นที่มาของสลากเกินราคา โดยสมัยนั้นสลากวางจำหน่ายงวดละ 37 ล้านคู่ หรือ 74 ล้านใบ แบ่งให้ 3 ส่วนหลัก คือ กลุ่มโควตา 5 เสือ กลุ่มองค์กรการกุศล/คนพิการ และผู้ค้ารายย่อยทั่วไป โดยภาพของ “5 เสือกองสลาก” คือ เครือข่ายนิติบุคคลขนาดใหญ่ ที่ใช้ช่องทางของโควตาสลากในการผูกขาดสลาก โดยประเมิน ได้รับโควตางวดละมากกว่า 15-20 ล้านใบ กลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็น “ยี่ปั๊ว” นำสลากที่ได้รับในราคาต้นทุนไปขายช่วงต่อในราคาสูงให้กับผู้ค้ารายย่อยและแผงค้าต่าง ๆ โดยบวกราคาเพิ่มขึ้นหลายทอด และเป็นผู้มีอำนาจในการ “รวมชุดสลาก” เพื่อนำไปขายให้กับผู้ซื้อในราคาสูงลิบลิ่ว
คสช.ผู้ล้มกระดาน
จนในที่สุดการก้าวเข้ามาในยุคของ คสช. ได้เกิดการเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ โดยมีการตั้งคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้ามาเพื่อ ล้มกระดาน จัดสรรโควตาแบบเดิม ไม่มีการต่อสัญญาโควตาให้กับนิติบุคคลและมูลนิธิที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่ม 5 เสือด้วย จากนั้นมีการดึงโควตาเหล่านั้นไปจัดสรรใหม่ผ่านระบบ “ซื้อ-จองล่วงหน้า” โดยเปิดให้ผู้ค้ารายย่อย และคนพิการ ที่มาลงทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถทำรายการซื้อสลากได้โดยตรงผ่านธนาคารกรุงไทย
ช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยตัวจริงได้รับสลากในราคาต้นทุน 70.40 บาท ไปจำหน่ายไม่เกิน 80 บาท เพื่อตัดวงจรผู้ค้าคนกลาง แต่ก็ยังคงมีโควตาถาวรสำหรับองค์กรเพื่อสังคม ให้กับสมาคม มูลนิธิ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้นำไปจัดสรรต่อแก่สมาชิกเพื่อสร้างอาชีพ เช่น องค์การทหารผ่านศึก สภาสังคมสงเคราะห์ รวมบุคคลทั่วไปที่เคยขายอยู่แล้ว ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้จัดสรรบริหารโควตา
แก้เกินราคายังไม่จบ
แม้ปฏิรูปใหญ่ไปแล้ว แต่ปัญหาสลากเกินราคาก็ยังไม่หมด เพราะได้เกิด ยี่ปั๊ว รายย่อย รายกลาง รายใหญ่ ขึ้นมาทำหน้าที่ รวบรวมสลากไปบวกขายต่อทำกำไรต่อแทน เช่น คนได้โควตาต้นทุนในราคาฉบับละ 70.40 บาท ก็นำไปขายต่อให้ยี่ปั๊ว 85 บาท ยี่ปั๊วขายต่อให้คนเดินขายรายย่อย 87-88 บาท เพื่อไปเดินขายให้นักเสี่ยงโชคใบละ 100 บาท ไม่นับรวมสลากรวมชุด หรือเลขสวยที่ปั่นราคากันถึงใบละ 150-200 บาทก็มี
ระหว่างทางนั้นสำนักงานสลากฯ ไม่นิ่งนอนใจ ได้พยายามแก้ปัญหาสลากเกินราคาต่อเนื่อง หลายแนวทาง อาทิ ปี 60 ใช้มาตรการ “แถบสี” ขอบสลาก เช่น สีเขียวเป็นระบบโควตา สีฟ้าเป็นระบบซื้อจองล่วงหน้า สีม่วงเป็นสลากการกุศล รวมถึงการทำ คิวอาร์โค้ด ที่นำไปแปะอยู่บนหน้าสลาก เพื่อให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนในเรื่องของ การขายสลากเกินราคา โดยใช้ข้อมูลบนตัวสลากและแถบสีเป็นหลักฐานในการระบุแหล่งที่มา เพื่อนำมาเป็นข้อมูลเพื่อ ตัดสิทธิ ตัวแทนจำหน่ายที่ทำผิดเงื่อนไข

รื้อรางวัล-เพิ่มสลาก
ต่อมาในปี 62 มีการปรับปรุงการพิมพ์ จัดสรรสลาก สูตร 2:1:1:1 การพิมพ์สลับเลขหรือเลขคละ ป้องกันการนำสลากไปรวมชุดขายในราคาสูง ตลอดจนปรับเพิ่มเงินรางวัลเพิ่มความน่าสนใจ เช่น ปี 58 เพิ่มรางวัลที่ 1 จากเดิม 4 ล้านบาท เป็น 6 ล้านบาท พร้อมกับยกเลิกรางวัลแจ๊กพอต จากนั้นก็มีการเพิ่มรางวัล เลขหน้า 3 ตัว อีก 2 ครั้งต่องวด รางวัลละ 4,000 บาท และ รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 อีก 2 รางวัล 100,000 บาท
ขณะเดียวกัน สำนักงานสลากฯ ยังเพิ่มปริมาณสลากเข้ามาให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมแล้วกว่า 31 ล้านใบ แยกย่อยได้ดังนี้ ก่อนปี 58 มีสลากก่อนการปฏิรูปที่ 74 ล้านใบ ต่อมาเดือน ต.ค. 58 หลังยึดคืนโควตาจากกลุ่ม 5 เสือและนิติบุคคลอื่น ๆ ก็มีการเพิ่มจำนวนสลากอีก 6 ล้านใบ เป็น 80 ล้านใบ กระทั่งปี 60 เพิ่มสลากอีก 10 ล้านใบ เป็น 90 ล้านใบ หวังลดปัญหาการขายเกินราคา ขณะที่ในช่วงปี 61 ไปจนถึงปี 65 ก็ทยอยเพิ่มอีก 10 ล้านใบ ให้ครบ 100 ล้านใบ จนกระทั่งปัจจุบันมาอยู่ที่ 105 ล้านใบ
ปฏิรูปใหญ่ปี 65
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหา สลากเกินราคาได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แต่อาจช่วยแก้ปัญหาสลากรวมชุดใหญ่จาก 10-30 ใบ เหลือเพียง 5 ใบได้ จนกระทั่งในปี 65 เกิดการปฏิรูปวงการสลากครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยมี 4 มาตรการใหญ่ออกมา ได้แก่ การรื้อระบบและเปิดลงทะเบียนผู้ค้าใหม่ โดยทำการคัดกรองผู้ขายตัวจริง โดยเปิดให้ผู้ขายสลากตัวจริงกว่า 200,000 ราย มาลงทะเบียนกันใหม่ เพื่อคัดเลือกผู้ที่ต้องการนำสลากไปจำหน่ายเองในราคา 80 บาท และตัดสิทธิผู้ขายส่ง ยกเลิกโควตาตัวแทนจำหน่ายที่ถูกจับได้ว่านำสลากไปขายต่อให้กับแพลตฟอร์มออนไลน์หรือผู้ค้าคนกลาง
กำเนิดสลากดิจิทัล
ต่อมาก็มีการปราบปรามแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่จำหน่ายสลากเกินราคาอย่างเข้มข้น เช่น มังกรฟ้า กองสลากพลัส การเพิ่มจุดจำหน่าย “สลาก 80” ทั่วประเทศ และที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ…การเปิดตัว สลากดิจิทัล งวดแรก 16 มิ.ย. 65 จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเป็นการสร้างช่องทางการจำหน่าย รับประกันราคาใบละ 80 บาททุกใบ ทุกหมายเลข แข่งกับแพลตฟอร์มขายสลากออนไลน์ของเอกชน
ในช่วงสตาร์ตเริ่มแรกทดลองขายที่ 5.1 ล้านใบ ต่อมาได้รับความนิยมเพิ่มเป็น 7.1 ล้านใบ และเพิ่มต่อไปเรื่อยจนถึงปัจจุบันมีขาย 27 ล้านใบ นอกจากนี้ ยังมีการออกสลากรูปแบบใหม่ สลากตัวเลขสามหลัก (เอ็น3) เปิดขายครั้งแรก 17 ต.ค. 67 เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคา และเป็นทางเลือกในการไม่ต้องซื้อหวยใต้ดิน โดยขายใบละ 20 บาท มีรางวัลเลข 2 ตัว 3 ตัว เต็ง โต๊ด แจ๊กพอต
ผลลัพธ์ขณะนี้ ต้องยอมรับว่า ปัญหาสลากเกินราคา คลี่คลายลงไปไม่น้อย โดยประชาชนมีช่องทางในการซื้อสลาก 80 บาทได้จริง เกือบ 30 ล้านใบต่องวด ขณะที่ปัญหาการเก็งกำไรสลากใบ ก็เบาบางลง จากในยุคแพลตฟอร์มออนไลน์รุ่งเรือง เคยซื้อขายส่งขึ้นไปถึงใบละ 94-95 บาท แต่ปัจจุบันลดเหลือ 81-82 บาทเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีปัญหาสลากเกินราคาก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว เป็นเพราะอะไร คนยังเดินขายใบละ 100 บาท

ยังไม่จัดระเบียบ 25%
ที่เป็นเช่นนี้ หากวิเคราะห์ดูพบว่า ในโควตาสลากแต่ละงวด 105 ล้านใบ เพิ่งมีการเข้าไปจัดระเบียบโควตาเพียง 75% หรือ 87 ล้านใบ ผ่านการเปิดลงทะเบียนโควตาซื้อจองเมื่อปี 65 การขายสลากผ่านดิจิทัล และร้านสลาก 80 เท่านั้น แต่ที่ปัญหายังไม่จบ เพราะยังมีอีกกลุ่มประมาณ 25% หรือ 27 ล้านใบ ที่เป็นโควตาถาวร ที่ยังแตะต้องไม่ได้ ไม่ได้ผ่านการจัดระเบียบใหม่ ซึ่งโควตาเหล่านี้อยู่ในมือกลุ่มบุคคลทั่วไป (รายย่อย) ที่เป็นโควตาอยู่ในมือของผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 127,256 เล่ม คิดเป็น 12.12% และตัวแทนนิติบุคคล สมาคม องค์กร มูลนิธิ ผู้พิการ ซึ่งมีจำนวน 145,095 เล่ม คิดเป็น 13.82% เช่น องค์การทหารผ่านศึก สภาสังคมสงเคราะห์ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย
กลุ่มนี้กำลังตกเป็นข่าว และถูกตั้งข้อสังเกต ในการนำโควตาไปจัดสรรให้แก่สมาชิกจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้กลุ่มคนกลางเข้าไปรวบรวมสลากและนำมาขายต่อทำกำไร ที่เป็นโมเดลเดียวกับยุค 5 เสือกองสลาก แต่เปลี่ยนวิธี รวบรวมจากการรับสลากตรงจากกองสลากฯ มารับสลากผ่านองค์กร มูลนิธิ “เสือนอนกิน” เหล่านี้แทน
วิกฤติเป็นโอกาสหรือไม่?
วิวัฒนาการของการเป็นผู้ครอบครองการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไปว่า…รัฐบาลจะกล้าเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสไหม เพราะหากต้องการให้เกิดความโปร่งใสจริง 100% วันนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเคลียร์จัดระเบียบส่วนที่เหลือไปเลย เพราะวันนี้ ก็มีหลายข้อเสนอใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ในการเข้ามาช่วยการแก้ปัญหา เช่น ควรให้มีการนำโควตาสลากกลุ่มคนเหล่านี้ไปขายผ่านสลากดิจิทัลทั้งหมด และได้ส่วนแบ่งกำไรใบละ 9.60 บาทก็ไปแบ่งให้กับสมาชิกหรือไม่
หรือ…หากต้องการความโปร่งใสขึ้นมาอีก ก็ให้มีการตั้งกองทุนฯ และจัดสรรรายได้จากการขายสลากไปช่วยผู้พิการ นักกีฬา หรือทหารผ่านศึกโดยตรงเลย เหล่านี้…เป็นเรื่องที่น่าติดตามในการแก้ปัญหาผลประโยชน์บนสำนักงานสลากฯที่ยังตกค้างแต่การแก้ปัญหาหากทำให้เกิดผลกระทบได้จริงก็ต้องพึ่งความจริงจังจากฝั่งนโยบาย เหมือนสมัย “คสช.” ที่มีนโยบายให้ทำจริง และเกิดการปฏิรูปไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม!.
ทีมเศรษฐกิจ



