ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้-กรณีนี้…กับ “มุมวิเคราะห์” ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาก็น่าพิจารณา ซึ่งก็มีมุมวิชาการที่สะท้อนไว้โดย รศ.ดร.วิลาสินี พนานครทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ได้มีการ “ไขคำตอบของปรากฏการณ์” นี้ไว้…

ไขคำตอบไฉนจึงติดบ่วงรักร้าย??”

ไฉนทนอยู่ในสัมพันธ์ที่เจ็บปวด??”

และก็ชี้การสลัดให้หลุดจากบ่วง??”

เกี่ยวกับ “การติดบ่วงรักร้าย-การสลัดบ่วงรักร้าย” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลมุมวิเคราะห์ ณ ที่นี้…หลักใหญ่ใจความที่ทาง รศ.ดร.วิลาสินี ได้สะท้อนภาพ-ฉายภาพ พร้อมทั้งมีคำแนะนำไว้ โดยสังเขปนั้น…เริ่มต้นด้วยการตั้ง “คำถาม” ที่ว่า… “ความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของความรักจริงหรือ??” ซึ่งก็พบ “คำตอบ” ชัดเจนว่า… “ไม่ใช่-ไม่จริง!!”

จริง ๆ แล้ว… ความรุนแรงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความรัก!!” แต่…การที่มีปรากฏการณ์เข้ากันได้ดีระหว่าง “ความรักกับความรุนแรง” ทาง รศ.ดร.วิลาสินี ได้ชี้ไว้ว่า…น่าจะมาจากเรื่องของมุมมองอุดมการณ์เกี่ยวกับรัก โดยเฉพาะ “มุมมองรักโรแมนติก” ที่แต่ละคนอาจมีมุมมองต่างกัน ที่ “หลายคนยอมมองข้ามความรุนแรงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์” ซึ่งยิ่งกับคนที่เลือก “ยึดติดอยู่กับการเป็นหนึ่งเดียว (Oneness)” กับคนที่ตนเองรัก “มองสัมพันธ์ว่าต้องเป็นชั่วนิรันดร์” ก็จะยิ่ง…

เลือก “ยอมอยู่กับความรักที่เจ็บปวด”

ติดในบ่วงรักร้าย “จนยอมถูกทำร้าย!!”

และกับการที่มีคนจำนวนไม่น้อยที่มี “ชุดความคิด” แบบนี้… ทาง รศ.ดร.วิลาสินี ก็ชี้ไว้ว่า…เรื่องนี้ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ “ทำให้คู่รักมีการทำร้ายกัน” เพราะทั้งผู้กระทำและผู้เป็นเหยื่อมองตรงกัน “มองว่าความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะความรัก??” ทำให้มองความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า “เป็นแค่ปัญหาชั่วขณะหนึ่ง??” จนนำมาสู่ “คำปลอบใจ” ที่ว่า… ถ้าอดทนพอทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น??” …นี่เป็นมุมวิเคราะห์โดยนักวิชาการท่านดังกล่าว ที่ชี้ สาเหตุที่ “ความรุนแรงในความสัมพันธ์ของคู่รัก” ยังคงดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ …ซึ่งก็เพราะการมีมุมมอง… ที่ร้ายก็เพราะรัก??” เพราะการ “ยึดติด Oneness”

ทั้งนี้ ถ้าหากมองผ่าน“มุมมองเชิงจิตวิทยา”แล้วนั้น… เรื่องแบบนี้ก็“มีประเด็นน่าสนใจ”หลายประการ โดย รศ.ดร.วิลาสินี ระบุไว้ว่า… มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องทางจิตวิทยา เช่น… ประสบการณ์วัยเด็ก ความเครียด ปัญหาทางจิตใจ หรือแม้แต่การใช้สารเสพติด ซึ่งกรณีการใช้สารเสพติดนั้น ข้ออ้างที่ชัด ๆ ก็มักจะเป็นในทำนองที่ว่า…เพราะความเมา-เพราะขาดสติ แต่หลาย ๆ ครั้งแม้ผู้กระทำผิดไม่ได้มึนเมาหรือมีการใช้สารเสพติด ก็ลงมือทำร้ายคู่รักได้ ขณะที่ข้ออ้างที่ว่า… ทำเพราะหึงหวง”นั้น เป็นการ “โยนความผิดให้กับคนรัก” และ “สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง”…นักวิชาการท่านนี้ชี้ไว้ “น่าคิด”

พร้อมขยายความเรื่องนี้เพิ่มเติมไว้ว่า… ในความรักหรือความสัมพันธ์ คนเรามักรู้สึกว่า…มีสิทธิก้าวก่ายกันและกันได้ เพราะเป็นอุดมการณ์หนึ่งของความรัก นั่นคือเรื่อง “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” หรือ Oneness” แต่ในความเป็นจริงย่อมต้องมีฝ่ายที่ชอบหรือไม่ชอบอยู่ดี ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ต้องเลือกอะไรสักอย่าง ก็อาจจะนำสู่ความขัดแย้งได้ ซึ่งถ้าหากแค่ทะเลาะถกเถียงกันแล้วจบ…ก็ดีไป แต่ถ้าก้าวสู่ขั้นที่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ต้องยอมเสมอในทุก ๆ เรื่อง” ก็อาจเกิดการตั้งคำถาม

นี่ “สัญญาณเตือน” ความขัดแย้ง??…

ที่อาจ “นำสู่การใช้ความรุนแรงได้??”

แล้ว “จะทำอย่างไรจึงจะหลุดจากบ่วงรักร้ายได้??” เรื่องนี้นักวิชาการ มธ. ท่านเดิมระบุไว้ว่า… ความรุนแรงในความรักมักมีลักษณะเป็นวงจร มีน้อยคนที่จะหนีออกมาได้ทันทีตั้งแต่ถูกทำร้ายครั้งแรก เพราะ ไม่กล้าตัดสินใจหนีจากวังวน เพราะมีเรื่อง “ความรักหลังทำร้าย” เกิดตามมา อีกทั้งเหยื่ออาจ “อยากประคองสัมพันธ์ให้เดินต่อ” จึง “ทำให้ใจอ่อนให้กับคำขอโทษของผู้ลงมือทำร้าย”กับมองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องแค่ชั่วขณะหนึ่ง จึงยังยอมอยู่ในความสัมพันธ์ต่อไป

โดยที่… สิ่งที่กลายเป็น “กับดักรักร้าย” คือ “ยึดติดกับอุดมการณ์ความรัก” เช่น การเป็นหนึ่งเดียวกัน ความเป็นชั่วนิรันดร์ในความสัมพันธ์ หรือรักชนะทุกอย่าง ก็ทำให้บางคนเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ …ซึ่งคำแนะนำสิ่งที่คู่รักควรที่จะ “ฝึกฝนให้มีมาก ๆ” โดยเฉพาะใน“ยุคที่ร้ายเพราะรักถูกใช้เป็นข้ออ้างกลาดเกลื่อน” นั้น ทาง รศ.ดร.วิลาสินี พนานครทรัพย์ ชี้ไว้ว่า…คือ ทักษะรักให้เป็น” เพราะ…ทักษะนี้จำเป็นกับความรักในยุคนี้ เพื่อให้แยกแยะได้ว่าแบบไหนที่เป็นความรัก แบบไหนคือความรุนแรง เพราะยุคนี้หมดสมัยแล้วที่ใช้ข้ออ้างว่าร้ายเพราะรัก หรืออ้างความรักเพื่อควบคุมอีกฝ่าย” …นี่เป็น “คำแนะนำ” ต่อปรากฏการณ์ “ร้าย (อ้าง) เพราะรัก” ที่ไทยยุคนี้มีกลาดเกลื่อน

ร้าย” เยอะ!!…แม้ “มิใช่เรื่องปกติคู่รัก”

บ่วงรักร้าย” เช่นนี้ “สลัดได้” คิดดี ๆ

ยิ่งร้ายด้วยนอกใจด้วยสลัดเถอะ”.

สกู๊ปเดลินิวส์