ล่าสุด นิด้า โพล กับ สวนดุสิต โพล ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้เลือกผู้ที่เห็นควรนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือเลือกพรรคที่ชอบ ในส่วนตัวผู้นำ คำตอบ ไม่เห็นคนที่เหมาะสมสูงกว่า 20-30% ขณะพรรคที่จะเลือก ตัวเลขอาจไม่มากเท่า แต่ก็ยังอยู่ที่ 20% เศษ กลายเป็นความหอมหวนที่แต่ละพรรคจ้องจะแบ่งเค้กมาเป็นของตัวเองบ้าง
ยิ่งใกล้เลือกตั้ง การต่อสู้ทางการเมืองยิ่งเข้มข้น โดยเฉพาะพรรคใหญ่ เพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาชน และ พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะกลายเป็น “ตัวแปร” เลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งช้าสุด ยังไงการยุบสภาไม่เกิน 31 ม.ค. 2569 ตาม MOA ที่พรรคภูมิใจไทยทำไว้กับพรรคประชาชนเป็นสัญญาประชาคม
แต่ทำไปทำมา วี่แววการยุบสภาอาจเกิดขึ้นเร็วกว่า MOA เสียแล้ว?!?
ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ เปิดสภา 12 ธ.ค.นี้ เพื่อไทย หรือ พรรคประชาชน จะยื่น “ญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ” หรือไม่ เพื่อไทย จ่อเอาแน่ เปิดทั้งคณะ พรรคประชาชน หากเอาด้วย จะเปิดอภิปรายทั้งคณะรวมนายอนุทินหรือจะเชือดเฉพาะเจาะจงเป็นตัวบุคคลไม่เหมาเข่ง หรืออีกข้อเสนอจากนายอนุทินล่าสุดบนเวที เดอะสแตนดาร์ด…เปิดอภิปรายโดยไม่ต้องลงมติ ตาม ม.152 (แลกการได้แก้ รธน.อัปยศ 2560) แล้วถูก พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน รุกกลับเจ็บจี๊ดถึงหัวใจ เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงาน เพราะในเวทีเดียวกันนี้เอง นายอนุทินพูดชัด จะไม่ให้มีการมาด่าฟรี ๆ แน่ ยื่นอภิปรายเมื่อไหร่ ยุบสภาเมื่อนั้น เพราะเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
จุดยืนพรรคประชาชน อยู่ที่ไหน หากจับสัญญาณรองหัวหน้าพรรค ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ให้สัมภาษณ์สื่อ น่าจะเห็นชัด เธอบอกว่า พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบทุกวันโดยไม่ต้องรอให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญใช้กำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตามMOA แต่ไม่ปฏิเสธว่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงที่ไม่สามารถให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว ก็ไม่ลังเลที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับทำ MOA สูญเปล่า
“แต่จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุด ๆ จริง ๆ ที่อยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกินกว่า 1 ใน 5 ไปยื่นอภิปราย คงห้ามไม่ได้ แต่คงต้องคุยกันจะยื่นเมื่อไร เรื่องทุนเทา ขึ้นกับรัฐบาลจะปฏิบัติการอย่างไรต่อ จะปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่มีส่วนพัวพันหรือไม่ ที่ผ่านมารัฐบาลก็พยายามทำตามข้อเสนอของเรา เช่นประกาศเป็นเจ้าภาพ ประกาศสงคราม ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งยังค่อนข้างช้า แต่ท้ายสุด คงมีจุดสัมพันธ์ที่ถ้าข้ามแล้วยังแก้ไม่ได้ ก็ต้องมีปัญหา”
จุดสัมพันธ์ที่ว่า ชัดเจน เมื่อ นายรังสิมันต์ โรม หัวหอกถล่มทุนเทาในสภาเรียกร้องให้นายอนุทิน ปลด ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากเก้าอี้ ใด ๆ คือ การถล่มซ้ำ เปิดโปงการทุจริตโควตาลอตเตอรี่ในองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ซึ่งเป็นที่รู้กันมานาน มีขบวนการ “อมโควตา” ไปให้คนนอก ปีหนึ่งได้เงินไป 700-800 ล้าน จากลอตเตอรี่ 26 ล้านใบของ อผศ. ผู้กองธรรมนัส คือ อีกผู้ค้าลอตเตอรี่รายสำคัญ ใด ๆ เร็ว ๆ นี้ ไอซ์–รักชนก ศรีนอก ได้เปิดโปงว่า โควตาลอตเตอรี่ที่ กัน จอมพลัง ได้ไปนั้น ได้แบ่งจากผู้กองธรรมนัส แม้ธุรกิจนี้ของ กัน จอมพลัง จะแจ้งว่าขาดทุนก็ตาม
ลูกบอล “ธรรมนัส” ไปอยู่ในเท้าผู้นำแล้ว อยู่ที่นายกฯหนูจะตัดสินใจ “เตะเข้าประตู” หรือ “เตะออกข้างสนาม” เรื่องนี้ยากจะลอยตัว ไม่เหมือนการ ปราบแก๊งสแกมเมอร์ จับ 15 หน่วยงานรัฐเซ็น MOU ตีฆ้องร้องป่าวประกาศทำสงคราม แต่ดันบอกเซ็น “เช็คเปล่า” มอบอำนาจให้ทุกหน่วยงานเต็มที่ หรือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทหารเหยียบกับระเบิดขาขาดล่าสุด แล้วประกาศยกอำนาจ “สั่งการ” ให้กองทัพเบ็ดเสร็จ ตัวเองพร้อมปฏิบัติตามทุกอย่าง
ด้านหนึ่งดูเหมือนดี ไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานข้าราชการ แต่อีกด้าน มันคือการ “ลอยตัว” อยู่เหนือปัญหาที่เป็นวิกฤติร้ายแรง แล้วจะมีผู้นำประเทศไปทำไม?!?
ก็ทั้ง 2 เรื่องนี้ล่ะ ที่ทำให้ภาพที่ดูดีมี “คนนอก” เป็นรัฐมนตรี ลดลงไปเรื่อยๆ
ดาวประกายพรึก



