ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นเผยไว้โดย ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ ASEAN Stomach and Microbiota Study Group (ASMG) ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านกระเพาะอาหารและจุลินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน โดยพบว่า…“มะเร็งกระเพาะอาหาร”นั้น “มีปัจจัยเสริมจากการติดเชื้อแบคทีเรีย” ชนิดนี้
แบคทีเรียที่ชื่อ… “Helicobacter pylori
ถ้า “รักษาติดเชื้อได้ดีก็ลดความเสี่ยง”
และจะ “ลดอัตราเกิดมะเร็งกระเพาะ”
รายละเอียดโดยสังเขปเกี่ยวกับการที่ “มะเร็งกระเพาะอาหาร” เป็นมะเร็งที่ “มีปัจจัยเสริมกระตุ้นมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย” ชนิดที่ชื่อเต็มว่า “Helicobacter pylori” หรือชื่อย่อ “H.pylori” ที่มักพบว่า ติดเชื้อแบคทีเรียจากอาหารที่กินเข้าไป และการใช้สิ่งของร่วมกัน ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลนั้น… เป็นข้อมูลโดย ศ.นพ.รัฐกร วิไลชนม์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มธ. และเลขาธิการ ASMG ที่ระบุไว้ว่า… เมื่อติดเชื้อนี้ แล้วรักษาทันท่วงทีจนหายดี จะยิ่งลดโอกาสเป็นโรคร้ายแรง โดยเฉพาะ “มะเร็งกระเพาะอาหาร” เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม แต่ สิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือ ปัจจุบันพบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เพิ่มขึ้นในประชากร โดยในคนไทยตรวจพบการติดเชื้อ H.pylori อยู่ที่กว่า 20 ล้านคน ขณะที่ภาพรวมในอาเซียนพบจำนวนผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อนี้ถึง 200-300 ล้านคน สะท้อนว่า…ขณะนี้เชื้อนี้มีการแพร่กระจายอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ทาง ศ.นพ.รัฐกร ระบุไว้ว่า… เพื่อลดความเสี่ยงจึงจำเป็นต้องมีแนวทางสกัดกั้นเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของมติศูนย์ ASMG กับ มธ. ในการร่วมกัน จัดทำแนวทางการรักษาเชื้อ H.pylori ระดับภูมิภาคอาเซียนฉบับใหม่ ขึ้นมา เพื่อที่จะ…
ยกมาตรฐาน–ประสิทธิภาพการรักษา
เพื่อลดอัตราตายจากมะเร็งกระเพาะ
สำหรับมติเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากเวที “Bangkok Consensus 2025 on the Management of helicobacter pylori Infection” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมกันลงมติรับรองแนวทางการรักษาเชื้อ H.pylori มาตรฐานระดับอาเซียน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาเชื้อดังกล่าว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรค เช่น กระเพาะอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ภายใต้การใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม ทั้งในไทยและอาเซียน
จะ “ลดภาระงบประมาณสาธารณสุข”
เพราะปรับให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ
ทาง ศ.นพ.รัฐกร ระบุไว้อีกว่า… ปัจจุบันการตรวจเชื้อแบคทีเรียนี้ทำได้ง่ายหลายวิธี เช่น ผ่านปัสสาวะ เลือด ลมหายใจ ซึ่งยิ่ง ถ้ามีแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อหายขาดได้ ก็จะช่วยป้องกันและรักษาชีวิตคนที่จะเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือเจ็บป่วยจากแผลในกระเพาะอาหารเพราะเชื้อดังกล่าว ได้จำนวนมหาศาลซึ่งการจะกำหนดแนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามอาการ ที่เกิดผลดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับภูมิภาคอาเซียนได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ดังนั้นมติที่ผ่านการรับรองจากที่ประชุมนี้จึงเป็นโอกาสอันดี
“ไทยจะมีพันธมิตร” ร่วมทำงานวิชาการ
เพื่อ “ศึกษา วิจัย ค้นคว้า” เกี่ยวกับเชื้อนี้
“การจัดทำและลงมติรับรองครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 และเป็นฉบับล่าสุดของอาเซียน ที่ต่างจากครั้งแรกเมื่อปี 2561 คือมีการเพิ่มข้อมูลการดื้อยาปฏิชีวนะในแต่ละประเทศด้วย กับมีการปรับสูตรยารักษาให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาจาก 60-70% เป็นมากกว่า 90% รวมถึงเน้นเรื่องป้องกันการติดเชื้อซ้ำด้วย”
นี่คือ “ความคืบหน้า–ก้าวหน้า” ที่เกิดขึ้น
“นักวิชาการไทย” มีส่วน “ร่วมอัปเกรด”
ทั้งนี้ ศ.พญ.วโรชา มหาชัย ในฐานะประธาน ASMG ก็ให้ข้อมูลเสริมไว้ว่า… แนวทางรักษาฉบับใหม่นี้จะทำให้เกิดมิติใหม่ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับภูมิภาคอาเซียน และเป็นการนำโดยนักวิชาการไทยที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดมาตรฐานฉบับใหม่นี้ขึ้น ขณะที่ Professor Kentaro Sugano มหาวิทยาลัย Jichi Medical ประเทศญี่ปุ่น ก็ระบุถึง “แนวทางรักษา H.pylori ฉบับล่าสุดของอาเซียน” ไว้ว่า… แนวทางที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ฉบับนี้จะช่วยให้อาเซียนสามารถประยุกต์ใช้ดูแลผู้คนได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงยังมีประโยชน์ในเชิงข้อมูลต่อทั่วโลก จากการที่…
“เข้าใจดียิ่งขึ้น” เกี่ยวกับเชื้อ “H.pylori”
เพื่อ “สกัดเชื้อก่อมะเร็ง–ลดอัตราตาย”
เพื่อ “ต้านภัยมะเร็งกระเพาะได้ดีขึ้น”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



