อย่างไรก็ดี นอกจากเรื่องราวของทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยาแล้ว ก็ยังมีทีมฟุตบอลเด็กทีมอื่น ๆ ที่มีเรื่องราวน่าสนใจที่อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ คนได้ไม่แพ้กัน และหนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ “ทีมฟุตบอลเยาวชนลำปางหลวง” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” นำเรื่องราวมาสะท้อนต่อให้ลองพิจารณากัน…

เรื่องราวทีมฟุตบอลที่ “ทีมวิถีชีวิต” จะสะท้อนต่อข้อมูล เรื่องราว “ทีมฟุตบอลเยาวชนลำปางหลวง” นั้น มีข้อมูลเผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ซึ่งได้ถ่ายทอดเส้นทางของทีมฟุตบอลเด็กทีมนี้ โดยทีมฟุตบอลเด็กทีมนี้ได้รับโอกาสพิเศษให้ลงเตะนัดพิเศษกับ “ทีมรวมตัวตึง กระแสดัง แชมป์กีฬา 7 HD”โดยใช้ชื่อทีมที่ทำการแข่งขันนัดพิเศษที่สนามศุภชลาศัยว่า “ทีม กสศ.” ซึ่ง “ความพิเศษ” ของนักเตะเด็กทีมนี้คือเด็กเหล่านี้เป็น “เด็กนอกระบบการศึกษา” ที่มารวมตัวเพราะ “ความรักในกีฬาฟุตบอล” โดยได้ผู้ใหญ่ใจดีคอยโอบอุ้มเด็ก ๆ ให้มีโอกาสกลับเข้าสู่การเรียนอีกครั้ง ผ่านระบบ “Mobile School” ด้วยการ เปลี่ยนสนามฟุตบอลให้เป็นโรงเรียน เพื่อเด็ก ๆ กลุ่มนี้

ทั้งนี้ มีข้อมูลบทความที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “นักเตะทีมฟุตบอลเยาวชนลำปางหลวง” ด้วยการฉายภาพบรรยากาศไว้ว่า ภาพเด็กผู้ชายที่ใส่เสื้อบอลสวมสตั๊ดนั่งทำการบ้านบนสแตนด์เชียร์ ขณะที่เพื่อน ๆ ร่วมทีมคนอื่น ๆ กำลังวิ่งวอร์มเรียกเหงื่อในสนามฟุตบอลนั้น ภาพนี้อาจแปลกตากับคนนอกพื้นที่ แต่กลับเป็นภาพชินตาของผู้คนที่นี่ เพราะเป็นกิจวัตรประจำวันของนักฟุตบอลเด็กทีมนี้ ที่ต้องเรียนหนังสือและทำการบ้าน ก่อนที่จะเริ่มต้นซ้อมฟุตบอลในช่วงเวลาสี่โมงเย็น

เด็กบางคนเคยหลุดจากระบบไปแล้ว แต่ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง เพราะฟุตบอล โชคดีที่ชุมชนของเราพร้อมเป็นตาข่ายรองรับเด็ก ๆ ทำให้พวกเขามีโอกาสได้กลับสู่การเรียนอีกครั้ง โดยมีสนามฟุตบอลเป็นห้องเรียน” เสียง “หมอตุ้ยสันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์” ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาล ต.ลำปางหลวง และแกนนำเครือข่ายค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษา กสศ. เล่าไว้ ฉายภาพ “โรงเรียนสนามฟุตบอล” ที่ทำหน้าที่โอบอุ้มเด็ก ๆ ที่หลุดระบบการศึกษา ให้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับการเรียน และที่สำคัญนอกจากสนามฟุตบอลจะเป็นทั้งสถานที่ฝึกฝนพัฒนาทักษะการเล่นฟุตบอล และเป็นห้องเรียนแล้วบางครั้งพื้นที่นี้ยังเป็น “หลุมหลบภัยที่พักใจ” ของเด็ก ๆ บางคนอีกด้วย

อิ๊กคิว-วรภพ แท็ค-ชัยพัชร ไก่โต้ง-ปวริศ

ส่วน “กีฬาฟุตบอล” เข้ามา “เปลี่ยนชีวิต” ให้เด็กกลุ่มนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ก็ต้องฟังคำบอกเล่าจากนักเตะทีมฟุตบอลเยาวชนลำปาหลวง เริ่มจาก “อิ๊กคิว-วรภพ กาเตจ๊ะ” นักเรียน Mobile School ต.ลำปางหลวง รุ่น 2 ที่เล่าว่า สาเหตุที่ตัวเขาหลุดจากโรงเรียน ก็เพราะฟุตบอล และที่กลับเข้าห้องเรียนได้ ก็เป็นเพราะฟุตบอลอีกเช่นกัน โดยอิ๊กคิวบอกว่า ช่วงหนึ่งเขาซ้อมบอลหนักจนตื่นไปเรียนไม่ไหว หรือบางทีก็โดดเรียนเพื่อไปแข่ง จนสุดท้ายก็เรียนไม่จบ ม.3 แล้ววันหนึ่งตอนที่กำลังซ้อมฟุตบอลอยู่ก็มีผู้ใหญ่ชวนให้กลับมาเรียน ซึ่งตอนนี้เขาเรียนผ่านศูนย์การเรียน CYFเพื่อให้ได้วุฒิ ม.3 และถ้าเรียนจบ เขาก็ตั้งใจจะเรียนต่อ ม.4 ในระบบโรงเรียนปกติ “ผมชอบการเรียนแบบ Mobile School ตรงที่เรานำประสบการณ์มาเทียบโอนหน่วยกิตได้ ซึ่งช่วยให้เราเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี ทำให้เราเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะเรียนจบได้” เป็นคำบอกเล่าจาก อิ๊กคิว-วรภพ

“ทีมเด็กลำปางหลวง” ลงเตะนัดพิเศษ

ด้านนักเตะรุ่นพี่ซีเนียร์ของทีม อย่าง “ไก่โต้งปวริศ ธิราช” เล่าว่า เมื่อก่อนเขาไม่ได้มีโอกาสแบบนี้ โดยถ้าหากใครหลุดจากโรงเรียน ก็แทบไม่มีทางได้กลับไป ทำให้เพื่อน ๆ หลายคนจับกลุ่มแว้นรถ บางคนก็หลงทางไปกับยาเสพติด และถึงแม้ใครสักคนอยากได้โอกาสเริ่มใหม่ ก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มตั้งต้นจากตรงไหน โดยเขาเองนั้น เคยติดเพื่อนจนทำให้เรียนไม่จบ พอเรียนไม่จบก็เลยหันหลังให้ห้องเรียน และเลือกไปทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกอยากกลับไปเรียนก็แว่บเข้ามา เพราะอยากมีวุฒิ ม.3 ติดตัว แต่ถึงแม้ตอนนั้นจะอยากเรียน ก็ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นยังไง “อยากกลับไปเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมก็เลยเคว้งคว้างอยู่นาน โดยไม่คิดว่าการเตะฟุตบอลจะทำให้ผมได้กลับมาเรียนอีกครั้ง” ทาง ไก่โต้งปวริศ บอกเล่าเรื่องราว

พร้อมกับเล่าอีกว่า ตอนนี้เขากำลังเรียนชั้น ปวช.1 สาขาช่างยนต์ ที่วิทยาลัยเทคนิคนครลำปาง โดยก่อนหน้านี้ตัวเขาถือว่าเป็นนักเรียนรุ่นแรกของ Mobile School ลำปางหลวง ที่สามารถเรียนจบ ม.3 ผ่านรูปแบบการเรียนนี้ โดยตอนนี้แม้จะจบ ม.3 แล้ว และได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น แต่เขาก็ยังเป็นนักฟุตบอลของทีมอยู่ โดยไก่โต้งบอกว่า ดีใจที่ฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญทำให้เขาและเพื่อน ๆ หลายคนได้กลับมาเรียน และมีทางไปต่อ ซึ่งสำหรับเขากับอีกหลายคนที่นี่ ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่เกมกีฬา

ผมได้อะไรจากสนามฟุตบอลมากมาย ทั้งได้เรียนรู้เกมแข่งขัน ทั้งได้นำทักษะไปใช้ในชีวิตจริง ผมว่าตั้งแต่เล่นฟุตบอล ผมว่าตัวเองเติบโตขึ้นมาก ที่สำคัญฟุตบอลทำให้ผมและหลายคนได้กลับสู่การเรียนอีกครั้ง ทำให้เรารู้ว่า โอกาสที่เราได้รับนี้มีค่ามาก ๆ ที่พวกเราจะไม่ยอมทิ้งไปอีกแล้ว” เป็นความรู้สึกของนักเตะรุ่นพี่ประจำทีมคนนี้

เช่นเดียวกับ “แท็ค-ชัยพัชร ตั้งอัศวเสถียร” ซึ่งกำลังเรียนชั้น ม.3 และเป็น “ตำนานติด ร 14 ตัว” แต่เพราะกีฬาฟุตบอล ก็ผลักดันทำให้เขาสามารถแก้เกรด ร ที่ติดอยู่ได้ทั้งหมดภายในเวลาสองเดือน โดยได้แรงผลักดันจากการที่เขา “อยากติดทีมไปแข่งฟุตบอล” กับเพื่อน ๆ “ผมขาดส่งงานให้ครู จนติดเกรด ร ถึง14 ตัว แต่ผมก็ฮึดสู้จนแก้ได้หมดในสองเดือน เพราะอยากไปแข่งฟุตบอลกับทีมที่กรุงเทพฯ โดยโค้ชบอกว่า ถ้าผมอยากไปก็ต้องไปแก้เกรดที่ติด ร ให้หมดก่อน จึงจะได้ไปแข่งกับเพื่อน ๆ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งผมก็ทำได้สำเร็จ และพอกลับมานึกย้อนคิดดู ผมก็พบว่า ที่ผมทำได้เพราะผมมีเป้าหมาย ซึ่งพอมีเป้าหมาย ใจมันก็มาครับ ตอนที่รู้ว่าแก้ ร ได้หมด และจะได้ไปแข่งฟุตบอลที่กรุงเทพฯ ผมพูดเลยว่า ผมดีใจยิ่งกว่ายิงประตูได้เสียอีก” เด็กหนุ่มที่ชื่อ แท็ค-ชัยพัชร พูดถึง “ฟุตบอล” ที่ช่วยให้เขา “เปลี่ยนเกมชีวิต” ได้

หมอตุ้ย-สันติพงษ์ ปลุกใจเด็ก ๆ ก่อนลงสนาม

บางคนไม่ชอบไปโรงเรียน แต่พอตกเย็นกลับมาเช็กชื่อที่สนามฟุตบอลแบบไม่เคยขาด”ส่วนนี่เป็นเสียงจาก หมอตุ้ยสันติพงษ์ ที่เล่าเสริมเรื่องนี้ไว้ พร้อมบอกถึงที่มาของการ “เปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นโรงเรียน” ว่า ทุกอย่างเริ่มจากฟุตบอล เมื่อผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเห็นว่าเด็ก ๆ ชอบฟุตบอล ก็เลยอยากให้เด็ก ๆ เล่นอย่างมีเป้าหมาย จึงชวนกันมาตั้งทีมฟุตบอลทีมนี้ขึ้น พร้อมช่วยดูแลฝึกซ้อม แล้วพาไปแข่งภายใต้ชื่อ “ชมรมเยาวชนลำปางหลวง” โดยเป้าหมายสำคัญทีมฟุตบอลนี้ไม่ใช่ถ้วยแชมป์หรือเงินรางวัล และไม่ใช่อคาเดมีปั้นนักฟุตบอลอาชีพ แต่คือการดูแลเด็ก ๆ โดยใช้ฟุตบอลเป็นตัวช่วยจุดประกาย เพราะเรารู้ว่าถ้าเด็ก ๆ มีอะไรสักอย่างให้พวกเขาได้โฟกัส โอกาสที่เด็กจะหลงใหลไปกับเรื่องอื่น ๆ ก็จะลดน้อยลง

สิ่งหนึ่งที่เรารู้จากการได้ใกล้ชิดเขา คือ เขาไม่ได้เกเร บางคนหัวดี แต่ไม่ชอบไปโรงเรียน แต่พอตกเย็นกลับมาเช็กชื่อที่สนาม ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าสามารถใช้ฟุตบอลเป็นสะพานเชื่อมเด็ก ๆ ได้ ซึ่งสำหรับตัวผมแล้ว คู่แข่งที่ต้องเอาชนะ ไม่ใช่ทีมอื่น ๆ แต่คือการพาเด็กกลับมาสู่การเรียนมากกว่า”เป็นความรู้สึกของ หมอตุ้ย คีย์แมนสำคัญ ผู้ร่วมก่อตั้ง “ทีมฟุตบอลเด็กนอกระบบการศึกษา” ทีมนี้ โดยเขายังบอกอีกว่า การซ้อมฟุตบอลทำให้เขาได้เจอกับเด็ก ๆ เกือบทุกวัน แล้วทุกครั้งที่เจอกัน ก็ไม่ได้คุยแค่ฟุตบอล แต่ยังมีเรื่องของชีวิต ครอบครัว สุขภาพ และการเรียนด้วย

ห้องเรียนในสนามฟุตบอล

ทาง หมอตุ้ย ยังบอกไว้ต่อไปว่า เด็ก ๆ ในทีมนี้กว่า 20% เคยหลุดจากการศึกษามาก่อน ซึ่งข้อมูลนี้ถูกนำมาตั้งเป็นโจทย์ของทีมฟุตบอลทีมนี้ เพื่อพาเด็ก ๆ ไปเอาชนะให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ให้ได้มีทางเลือกชีวิตมากขึ้น ซึ่งฟุตบอลคือตัวเชื่อมเรื่องนี้ เพราะจากการที่เขาได้คลุกคลีกับเด็ก ๆ ทำให้รู้ว่า บางคนหัวดี แต่ไม่ชอบไปโรงเรียน จึงหลุดจากโรงเรียน ดังนั้นถ้าหากจะพาเด็กกลับเข้าสู่การเรียน ถ้าเอาการศึกษาไปยัดทื่อ ๆ ให้กับเด็กกลุ่มนี้ สุดท้ายชีวิตเด็กก็จะวนลูป คือหลุดออกจากระบบอีก เขาและหลายคนที่ต้องการช่วยเด็ก ๆ ก็เลยคิดกันว่าการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้ควรต้องเป็นรูปแบบที่ยึดโยงโดยไม่บังคับ และก็พบว่า “ฟุตบอลเป็นคำตอบ” โดยมีรูปแบบ “Mobile School” เป็นอีกตัวเชื่อม โดยได้ กสศ. กับ ศูนย์การเรียน CYF มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ช่วยสนับสนุน …หมอตุ้ยเล่าไว้ถึงเส้นทางทีมฟุตบอลเด็กทีมนี้

“วันที่รู้จัก Mobile School เราคิดว่าอาจพบทางออก แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จึงพากันไปดูงานที่ศูนย์การเรียน CYF นครพนม แล้วจึงเห็นความสำเร็จในการพาน้อง ๆ กลับสู่การศึกษา โดยเอาความสนใจและความถนัดมาออกแบบเป็นหลักสูตร จนมั่นใจว่าโรงเรียนสนามฟุตบอลเป็นไปได้” เสียงจาก “หมอตุ้ย-สันติพงษ์” พูดถึงจุดเริ่มต้น-ฉายภาพให้เห็นเรื่องราวของ “นักเตะทีมฟุตบอลเยาวชนลำปางหลวง” ที่บางคนเคยเป็น “เด็ก Drop Out” แต่โชคดีที่ “ผู้ใหญ่กับชุมชนไม่ทิ้ง” แถมยังพยายาม “ออกแบบวิธีช่วยเหลือ” จน “พาเด็ก ๆ กลุ่มนี้กลับเข้าสู่การเรียนได้อีกครั้ง” ผ่านวิธีการ…“เปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นห้องเรียน”.

จ่าเย็น-มงคล ทศไกร

พลังเชื่อมเด็กกลับสู่การเรียน’

หมอตุ้ยสันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์” เสริมไว้ถึง “โรงเรียนสนามฟุตบอล” ว่า คือผลจากการอยู่ร่วมกันนับเดือนนับปีของเด็กและผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งที่มีความรักในฟุตบอลเหมือนกัน จนก่อเกิดเป็นความฝันและความผูกพันที่เชื่อมหากันโดยไม่รู้ตัว ซึ่งต้องขอบคุณคนลำปางหลวงที่ช่วยเป็นตาข่ายรองรับเด็กกลุ่มนี้ ทำให้พาเด็ก ๆ กลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้ ในขณะที่อีกหนึ่งคีย์แมนของ ”ทีมฟุตบอลเยาวชนลำปางหลวง” อย่าง “โค้ชจ่าเย็นมงคล ทศไกร” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ที่นำทีมงานเข้ามาช่วยดูแลรูปแบบการฝึกซ้อมให้น้อง ๆ นักเตะทีมนี้ ก็เผยความรู้สึกว่า “สิ่งที่นำผมมาตรงนี้ คือการได้เห็นว่าฟุตบอลมีพลังเชื่อมเด็กที่ไม่ได้เรียนกลับมาได้ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนชีวิตคนให้กลับมามีความสุข มีความหวัง มีทางไปต่อ และมีอนาคตที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่า เมื่อเด็กพบเส้นทางของตัวเอง เขาจะพยายามทำอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้น ดังนั้นที่ผมจะช่วยได้ดีที่สุดคือ อยากปลุกเร้าและส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ให้ได้มากที่สุดครับ” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยพูดถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาในการช่วยเหลือเด็ก ๆ กลุ่มนี้ ผ่านกีฬาฟุตบอล.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
กสศ. : ข้อมูล-ภาพ