จัดเป็นอีกหนึ่งนางเอกสาวสวยที่แฟน ๆ หลงรักหนักมากในทุก ๆ ผลงานที่ปล่อยออกมาสำหรับสาว น้ำตาล–พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ นักแสดงมากฝีมือที่หลายคนยอมรับ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แฟน ๆ ก็ยังเรียกร้องรอชมผลงานของเธอ
ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” มีโอกาสเจอตัวสาวน้ำตาล จึงไม่พลาดคว้าตัวมาอัปเดตเรื่องราวการทำงานของตนเอง รวมถึงความรักกับหวานใจนักแสดงหนุ่ม ไผ่–พาทิศ พิสิฐกุล ที่หลายคนลุ้นให้มีข่าวดีสักที มาอ่านกันจ้า
ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” มีโอกาสเจอตัวสาวน้ำตาล จึงไม่พลาดคว้าตัวมาอัปเดตเรื่องราวการทำงานของตนเอง รวมถึงความรักกับหวานใจนักแสดงหนุ่ม ไผ่–พาทิศ พิสิฐกุล ที่หลายคนลุ้นให้มีข่าวดีสักที มาอ่านกันจ้า

น้ำตาลอยู่วงการมากี่ปีแล้ว?
“ตอนนี้น่าจะประมาณ 13-14 ปีมั้งคะ น่าจะพอ ๆ กับ “พี่ไผ่-พาทิศ” คือพี่ไผ่เป็นแฟนคนแรกและคนเดียวเลย (หัวเราะ) ไม่ทันได้มองใครเลย เร็วไปหน่อยรีบไปนิด”
สำหรับ 14 ปีที่ผ่านมาได้อะไรจากวงการบันเทิงนี้บ้าง?
“ได้เยอะเลยค่ะ ตาลว่าเราค่อย ๆ เติบโตด้วยกันไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของวงการไปได้เรื่อย ๆ คือเราเข้ามาตั้งแต่เราเพิ่งเรียนจบมัธยม เราไปเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ประมาณ 2-3 ปี พอมาเริ่มต้นชีวิตในวงการบันเทิง เราก็ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พออยู่ที่นี่มันเหมือนนับหนึ่งใหม่หมดเลยในชีวิต 1.คือไม่เคยมาอยู่ในกรุงเทพฯ มาก่อน นอกจากว่าเรียนพิเศษ 2.คือมาเริ่มต้นหามหาวิทยาลัยใหม่ ก็ได้ “สายป่าน-อภิญญา” จากการเล่นละครด้วยกันเรื่องแรก เป็นคนพาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต พอทีนี้เราเริ่มเล่นละครเรื่องแรกแล้ว เราก็เริ่มได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ได้รับบทบาทที่แตกต่างและหลากหลายมากขึ้น ก็รู้สึกสนุกดี และยังแฮปปี้กับการทำงานตรงนี้อยู่”

ณ ปัจจุบันงานแสดงเป็นงานหลักของเราเลยไหมหรือว่าเป็นงานเสริม?
“ยังเป็นงานหลักอยู่ เมื่อก่อนอาจจะแอบผันตัวไปทำธุรกิจบ้าง แต่ว่าด้วยสถานการณ์หลังโควิดอะไรหลายอย่าง เราเลยรู้สึกว่าเซฟ ๆ ไว้ก่อนดีกว่าสำหรับการลงทุนต่าง ๆ แต่ว่าก็จะมีธุรกิจ อย่างเมื่อก่อนทำอาหารเสริมบ้างกับเพื่อนสนิท ทำสถานที่ที่เกี่ยวกับการถ่ายทำ แต่ว่าช่วงนี้มีแพลนว่าจะไปช่วยงานเบื้องหลังเพื่อนบ้าง เป็นภาพยนตร์ เพราะว่าตาลเรียนจบภาพยนตร์มา อาจจะลองไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ คือก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นผู้กำกับ อยากให้เราทำงานในด้านนี้ แต่ว่าเรายังไม่มีเวลาในการโฟกัสขนาดนั้น เพราะว่าผู้กำกับต้องดูภาพรวมและต้องไปดูโลเคชัน อย่างนักแสดงเรามีคิวถ่ายละครจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราก็จะได้พัก แต่ถ้าเป็นผู้กำกับถ้าจันทร์อังคารพุธถ่าย พฤหัสศุกร์ก็ต้องประชุมบทและอื่น ๆ แล้วคือเรายังมีงานอื่นที่ยังต้องทำอยู่เราเลยยังไม่สามารถทุ่มเทให้ได้ 100% ก็เลยทำเป็นจ๊อบ ๆ ไป เรียนรู้ไปก่อน แล้วก็ไปช่วยเพื่อน ส่วนเพื่อน ๆ ก็เริ่มเติบโตกันแล้วในสายงานต่าง ๆ ก็ให้เพื่อนไปปูทางกัน”
ณ ตอนนี้ก็ยังอยู่กับ “บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น” อยู่ใช่ไหม?
“ใช่ค่ะ ก็เพิ่งต่อสัญญาไปค่ะ เมื่อไม่นานนี้ ซึ่งเรามีความรู้สึกว่าอยู่กับพี่หน่อง-อรุโณชา แล้วเราสบายใจ ณ ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มเล่นละครเลย เราก็อยู่กับทางพี่หน่องมาตลอด และที่ผ่านมาเขาก็ดูแลเราดีมาก ให้อิสระกับเราในการทำสิ่งต่าง ๆ เพียงแค่ว่าเราก็แค่ไปแจ้งให้พี่หน่องทราบว่าเราจะทำอะไร พี่หน่องก็ให้คำแนะนำให้คำปรึกษา แต่เขาค่อนข้างที่จะให้อิสระเราในการเลือกรับงาน ทำงาน ไม่เคยปิดกั้นโอกาสอะไรเลย ก็รู้สึกแฮปปี้ดี เพราะว่าเราอยู่ที่นี่แล้วเราสบายใจ เราอุ่นใจ เอาจริง ๆ เริ่มต้นเข้ามาในวงการเราก็อยู่กับพี่หน่องตลอด”

อย่างวงการเปลี่ยนไปเยอะมากมันเริ่มซบเซาคนมองว่ามันเป็นจุดที่แย่ที่สุดของวงการละคร สำหรับน้ำตาลมีความกังวลหรือไม่?
“ก่อนหน้านี้ มันก็จะเริ่มค่อย ๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเรื่อย ๆ คือเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ก็เริ่มหายไป เราก็เริ่มมองเห็นแล้ว พอเข้ามาสู่ยุคดิจิทัลสักพักนึงก็เข้าสู่ในเรื่องของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มันแตกต่างไปจากเดิม อาชีพนักแสดงไม่ใช่อาชีพหลักที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ หลังจากนั้นก็จะมีอินฟลูฯ บิวตี้บล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมา เราก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบนี้มาเรื่อย ๆ มาตลอด จนมาถึงวงการละครของเรา เราก็ไม่คิดว่ามันจะถึงจุดนี้ จุดที่เราแบบว่า โอเคอาจจะมีแค่ปีละเรื่อง คือน้อยมากที่จะเป็นปีละสองเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าคือสามเรื่อง สี่เรื่องมาตลอด คือมันก็ต้องยอมรับให้ได้ คือมันมาถึงจุดที่เราไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว อาจจะต้องทำให้ตัวเองเหมาะกับทาร์เก็ตอื่นหรือแพลตฟอร์มอื่นมากยิ่งขึ้น อย่างก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่เคยแคสมาก่อน เพราะปกติแล้วเราอาจจะถูกวางให้เล่นเลย แต่ตอนนี้เราก็มีไปแคสมากขึ้น”
แต่ก่อนเราเลือกได้ แต่ปัจจุบันเราเลือกได้น้อยลง?
“หนูมองว่าตอนนี้เรามีสิทธิเลือกมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราก็แล้วแต่ทางผู้ใหญ่ว่าเขาจะจัดให้เราควรที่จะไปเล่นเรื่องไหน คาแรกเตอร์เหมาะกับเรื่องไหน ซึ่งเราเคยแคสแค่เรื่องเดียวคือ “มัจจุราชสีน้ำผึ้ง” นอกนั้นก็คือจะถูกวางไว้ตามความเหมาะสมมาตลอด แต่ว่าพอมาตอนนี้ เราอยู่ตรงนี้คนก็จะรู้ว่าเราสามารถเล่นได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไปได้หลายที่มากขึ้น เขาก็จะติดต่อมาว่ามีโปรเจกต์นี้น่าสนใจ น้ำตาลอยากมาไหม ถ้าเรามีความรู้สึกว่าบทนี้ไม่เหมาะกับเรา เราก็ไม่ไป คือเราได้เลือกในความเป็นเราจริง ๆ เรามีความรู้สึกว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่าไม่เอาฉันไม่เคยแคสเลย ฉันจะไม่ไปแคสเรื่องไหนทั้งนั้น แต่สำหรับตาล ตาลรู้สึกแฮปปี้มาก เพราะทุกครั้งที่ตาลแคสได้ เขาเลือกเราเพราะเราเหมาะสมกับบทบาทนั้นจริง ๆ ดังนั้นแล้วการแสดงจะพัฒนาต่อยอดไปยังไง เขาเลือกเรามาแล้ว แสดงว่าเขามองเห็นอะไรซักอย่างว่าเราเหมาะกับบทบาทนี้ ก็เลยรู้สึกแฮปปี้เพราะว่าเขาเลือกเราจะที่เราเป็นเอง มันเหมาะสมกับเรา และเรารู้สึกว่าเราได้ทำอะไรท้าทาย และแปลกใหม่มากยิ่งขึ้น ไม่อยู่ในแบบเดิม ไม่ต้องเป็นคนที่แบบดีแสนดี และนี่คือสิ่งที่ตาลเคยขอผู้ใหญ่มานานมาก เคยบอกพี่หน่องว่าอยากเล่นบทร้าย ๆ มาก ๆ เลย เมื่อก่อนพี่หน่องเขาก็จะเบรกไว้ แต่เขาก็จะให้เราลองเล่นในบท “แม่กลิ่น” ซึ่งเรารู้สึกติดใจมาก ๆ มันเป็นความรู้สึกแบบว่า นี่แหละคือชีวิตของมนุษย์ มันต้องมีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งในความเป็นตัวของน้ำตาล เราไม่สามารถร้ายสุดโต่งแบบนั้นได้อยู่แล้ว นอกเหนือจากในละคร ทีนี้พอเรามีโอกาสได้เลือกในบทบาทที่เราอยากเล่นจริง ๆ เราจะมีเวลาโฟกัสกับบทบาทนั้น ๆ แล้วพอเดี๋ยวนี้ละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ มันไม่ได้ถ่ายเป็นปีสองปีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เดี๋ยวนี้ห้าเดือนหกเดือนปิดกล้องแล้ว หรือถ้าสั้นมาก ๆ อย่างหนังแค่เดือนเดียวก็จบเราก็ได้เงินแล้ว คือตาลชอบมาก เราจะเพิ่มน้ำหนักหรือเราจะลดน้ำหนักเพื่อหนังเรื่องนี้ เราจะตัดผมสั้นหรือทำสีผม คือมันมีความสนุกมากยิ่งขึ้นในการเลือกหลายบทบาท”

ในเรื่องของความรักถูกจับจ้องหนักมากตั้งแต่มีโซเชียลขึ้นมา น้อยใจไหมที่คนโยงข่าวมากมาย เพราะว่าคู่เราราบเรียบมาตลอด แต่พอมาวันนึงมาเจอข่าวโน่นข่าวนี่ รู้สึกยังไงบ้าง?
“ก็ต้องปรับตัวค่ะ ทั้งตัวตาลเองและตัวพี่ “ไผ่-พาทิศ” เองด้วย ที่เราต้องปรับตัวกับโซเชียล เพราะว่าเอาตรง ๆ คือคนเราจะมีช่วงเวลาที่มันหวานชื่น หยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปคู่กันตลอด 5 นาที มันก็อาจจะไม่เกิน 5 ปีแรก หลังจากนั้นมันก็ประมาณว่า เออที่นี่สวยจังเลยเนอะ เราก็ถ่ายเขา หรือว่าก็นั่งมองด้วยกัน มันเป็นฟีลแบบว่านั่งมองสบายใจ อยากให้รู้ว่าเราอยู่ข้าง ๆ กัน แค่นั้นมันโอเค แล้วพอเราผ่านช่วงที่มันรักเอยเตยหอม ถ่ายรูปด้วยกันเยอะ ๆ ไปแล้ว จะให้เราเอารูปเมื่อ 1-2 ปีที่แล้วมาลงตอนนี้ก็ไม่ได้ คือตาลกับพี่ไผ่เราคุยกันชัดเจนว่า เราจะเปิดตัวก็ต่อเมื่อเราเรียนจบและทุกคนรู้จักทั้งตาลในฐานะนักแสดง ที่ทุกคนยอมรับแล้วว่าเรามาถึงจุดนี้ด้วยการแสดงนะ ด้วยการพัฒนาตัวเองไม่ใช่มาจากข่าวว่าเราเป็นแฟนเขา เพราะว่าก็ต้องยอมรับว่าเราเข้ามาตอนนั้นพี่ไผ่เขามีชื่อเสียงแล้ว เราก็ไม่อยากให้คนมาโฟกัสเราในรูปแบบนั้น เพราะตอนตาลเข้าวงการมาใหม่ ๆ ตาลโดนข้อหาเด็กเส้น อยู่ดี ๆ มาประกบกับพระเอกเบอร์ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่เด็กนักศึกษาคนนึงที่อยู่ที่เชียงใหม่ และได้มีโอกาสมาเล่นโฆษณาที่กรุงเทพฯ พอผู้ใหญ่เห็นเขาก็เลยโอเคแล้วสนใจและแคสตามปกติ แค่นั้นเองไม่ได้มีความเป็นเด็กเส้นอะไรเลย เราอยากพิสูจน์ตรงนั้นมากกว่า ดังนั้นช่วง 5 ปีแรกกว่าจะเรียนจบ เราจะไม่มีการโพสต์รูปหรือว่าอะไรใด ๆ คู่กันเลย”
ตอนนั้นลำบากไหมเพราะตอนนั้นเราเด็กและเขาอยู่ในช่วงพีคสุด?
“ความมั่นใจมันน้อยมาก ลำบากมาก แต่ก็โชคดีที่โซเชียลมันไม่ได้บูม แต่ก็ต้องระมัดระวัง คือสมัยก่อนมันมีนิตยสารที่มีรูปขายได้ เลยทำให้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างลำบากนิดนึง เปิดเผยไม่ได้เพราะว่าเมื่อก่อนการยอมรับว่านักแสดงมีแฟนไม่ได้ คือรู้อีกทีก็ต้องตอนแต่งงานเลย เพราะเขามองว่านักแสดงไม่ควรจะมีแฟน แต่ว่ายุคนี้มันเป็นเรื่องง่าย มันเป็นเรื่องปกติแล้ว จะมีแฟนหรือว่าจะแต่งงานแล้วหรือว่ามีลูกก็สามารถทำงานในวงการได้หมด มันก็เลยค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ถามว่ามันบั่นทอนมากไหม สำหรับตาล ตาลไม่ค่อย เพราะว่าเราไม่ค่อยได้อ่าน และเขาก็ยิ่งเป็นคนไม่ค่อยอ่านด้วยเหมือนกัน เพราะว่าตาลเคยท็อกซิก กับคอมเมนต์แบบนี้มาเยอะมาก ๆ สมัยกับตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ เราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราไม่คิดว่าวันนึงเราจะโดนด่าเป็นพัน ๆคอมเมนต์ จนเราผ่านจุดนั้นมาได้เราก็มีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง มันก็เลยเป็นความรู้สึกว่าไม่ได้เป็นปัญหาในความสัมพันธ์”
ก็เลยเลือกที่จะปล่อยวาง?
“เลือกที่จะปล่อยวางแต่เราแค่รีเช็กกันมากกว่าว่า โอเคไหม ฉันโอเคไหม ถ้าเป็นเรื่องนี้พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะตาลโอเค แล้วถ้าเขาโอเคแค่นี้ก็คือจบ”

อะไรทำให้เราไว้ใจไผ่ขนาดนี้?
“(ยิ้ม)เขาไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย แล้วก็ไม่เคยทำให้เรามีความรู้สึกว่า มันเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันของผู้หญิง หรือว่าการไปค้างต่างจังหวัดนาน ๆ หรือการหายเข้าป่าครึ่งเดือน คือที่ห่างกันตอนนั้น ที่เขาหายไปเข้าป่าครึ่งเดือน เราไม่มีซักแวบเลยที่เรารู้สึกว่าเธอต้องไปกับผู้หญิงแน่เลยมันเป็นแค่ความรู้สึกว่าไม่มีคุณเราก็อยู่ได้นิ ฉันมีปัญหาเยอะแยะมากมายเลย แต่ฉันไม่สามารถ
ติดต่อได้เลยแล้วฉันจะมีแฟนไปทำไม ฉันอยากมีแฟนเป็นเธอไม่ใช่ทาร์ซาน ที่เราจะติดต่อกันไม่ได้เพราะเธออยู่ในป่า มันคือช่วงเวลานั้น มันเป็นช่วงเวลาที่มัน 7 ปี แต่ตาลไม่ได้เชื่อเรื่องอาถรรพณ์นะ ตาลแค่เชื่อว่า 7 ปีมันจะว่านานก็ไม่นาน ไม่นานก็นาน เหมือนว่าถ้าผ่าน 7 ปีแล้ว มันจะคบกันนานแล้วนะ มันตอบแล้วว่าถ้ารู้สึกไม่ใช่ก็ควรหยุดไว้ตรงนี้”
เหมือนทุกอย่างได้เห็นกันเต็มที่?
“ใช่ คือว่าเห็นก้นบึ้งจิตใจของเขาว่าเขาเป็นคนคิดยังไง จะบอกเลยว่าพี่ไผ่เป็นคนที่ทะเลาะแล้วไม่สนุกที่สุดในโลก เขาเป็นคนที่ยอม คือโกธรสุดของเขาไม่ใช่ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย คือบางทีเราจะเห็นบางคนคู่เขาทะเลาะกันคนนึงเป็นไฟคนนึงเป็นน้ำมัน แต่นี่แบบไม่มีเลยทะเลาะกับเขาก็คือเขาจะนั่งทำตาปริบๆ และเขาจะมีคำพูดที่มันทำให้เราตลก เราก็เลยรู้สึกว่าเขามีวิธีการรับมือที่มันไม่ได้กระตุ้น ทำให้เราแบบเราทะเลาะกัน คือเรามีกฎตั้งแต่แรกตั้งแต่คบกันมาว่า ห้ามขึ้นx xง ห้ามพูดคำหยาบ ห้ามทะเลาะกันข้ามวันหรือข้ามชั่วโมง ห้ามปิดมือถือห้ามหนี คือต้องเคลียร์กันให้จบ ถ้าทะเลาะกันปุ๊บต้องจบให้ได้นะเวลานั้นเลย เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเราปล่อยให้มันข้ามไปนาน ๆ มันจะไปกันใหญ่”

จนถึงตอนนี้กี่ปีแล้ว?
“13 ปีค่ะ ตัวเขาเองก็เป็นเขาแบบนี้มาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือเขาดีจนบางทีเราสงสารเขา คือเขาดี”
ถ้าสมมุติวันนึงมันพลิกโผเหมือนคนอื่น ที่มีเรื่องของผู้หญิง น้ำตาลจะทำ
ยังไง?
“ตาลไม่ให้โอกาสค่ะ แต่มีความรู้สึกว่าอย่างที่ตาลพูดไปว่า คือถ้าการที่คุณมีคนอื่นแสดงว่าคุณรักแค่ตัวเอง คุณเห็นแก่ตัวเกินไป ที่จะยอมไปมีความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ไปมีความรักกับคนอื่น แล้วเราผิดอะไรที่เราต้องมาเจ็บปวดกับสิ่งที่คุณทำ สำหรับตาล ตาลไม่ให้ค่ากับคนที่ไม่เห็นค่าเรา ตาลมองว่าการที่เขาตัดสินใจที่จะทำแบบนี้ได้ เขารักตัวเองมากกว่าเราอยู่แล้ว ดังนั้นก็เชิญไปรักตัวเอง”

อันนี้คือเด็ดขาดเลย?
“ไม่เอาค่ะ ต่อให้หนูจะต้องอกหักช้ำรักซัก 3-4 เดือน หนูก็รู้สึกว่าเราไม่ตายหรอกดีซะอีกที่ฟ้าคงทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่าง ได้คัดคนไม่ดีออกจากชีวิตเราไป ตาลก็จะคิดว่าเราไม่ได้สูญเสียคนที่รักเราไป แค่สูญเสียคนที่ไม่รักเราและไม่เห็นค่าเราแค่นั้นเอง”
เราดูเข้าใจในเรื่องของความรักมากขึ้น?
“ด้วยความที่เราเป็นพี่คนโต แล้วเราอายุ 30 กว่าแล้ว ก็พอจะเห็นชีวิตมาค่อนข้างเยอะแล้วอยู่ในจุดที่เราเป็นเสาหลักของครอบครัว เราเห็นความสูญเสียเยอะแยะมากมาย ตอนนี้ปู่ย่าตายายของตาลก็จับมือกันขึ้นไปบนสวรรค์แล้ว ตาลมองว่าทุกวินาทีมันมีค่า เราควรใช้ทุกวินาทีกับคนที่เห็นค่าเรามากกว่า และต่อให้คนนึงไม่เห็นค่าเรา คุณไม่รักเราแล้ว ก็ไม่เป็นไร ก็เซย์กู๊ดบาย เดินจากชีวิตฉันไป เพราะยังมีคนที่รักและเห็นค่าเราอยู่ เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาให้กับคน ๆ นั้น และที่ผ่านมาตาลก็เชื่อมั่นว่าทุก ๆ ความสัมพันธ์เราทำดี เราเต็มที่ที่สุดแล้ว เราจะไม่มีทางมองกลับไปแล้วเสียใจ แต่คุณควรเสียใจที่สูญเสียคนที่ทำเพื่อคุณไป”

เหมือนเข้าใจกับมันมากขึ้นเข้าใจกับชีวิต?
“เข้าใจกับชีวิต แก่แล้วพูดง่าย ๆ (หัวเราะ) เริ่มปลง คือเมื่อก่อนเวลาที่ไปเที่ยวเราชอบไปมากสถานที่ตื้ด ๆ ไปปาร์ตี้ เดี๋ยวนี้ก็คือล่าสุดตาลไปเชียงใหม่กับพี่ไผ่ ปกติเราจะหาที่เที่ยว แต่ตอนนี้คือไปนั่งดูพระอาทิตย์ตก จิบน้ำกินนั่นนี่ มองเรือไปชิลชิล เราก็บอกพี่ไผ่ว่าชีวิตแบบนี้ก็มีความสุขดีเนอะ พี่ไผ่บอกว่า “อ๋อแก่แล้วจ้ะ” (หัวเราะ) ฟังเพลงโฟล์คซอง นั่งดูเรือล่องแม่ปิง มันดูมีความสุขจังเลย ถ้าย้อนกลับไปดูคำตอบเมื่อหลายปีก่อนคือมันไม่เหมือนกันเลย ตอนนี้มันดูเหมือนโตขึ้น และเราผ่านอะไรหลาย ๆ อย่าง ก่อนหน้านี้คุณย่าตาลป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และติดเตียง ได้ประมาณสองสามปีกว่าท่านจะเสีย และเราต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็เลยมีความรู้สึกว่าช่วงนั้นหนักหน่วงจริง ๆ และเราก็โชคดีมากที่มีเขาเคียงข้างทุกโมเมนต์ คือไปงานศพจังหวัดแพร่เขาก็ไป แล้วเขาอึ้งกับงานศพจังหวัดแพร่มาก คนมา 700 กว่าคน พี่ไผ่ถามว่านี่ญาติเหรอ เราก็เลยบอกว่าทุกคนในหมู่บ้านมากัน คือต่อให้จะเป็นสีขาวหรือว่าสีดำทางภาคเหนือเขาก็จะไปกันทั้งหมู่บ้าน”
ณ ปัจจุบันไผ่ถือว่าเป็นคนที่ใช่ที่สุดแล้ว ที่อยากแต่งงานอยู่ใช่ไหม?
“ยังอยากแต่งงานค่ะ ไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะไม่แต่ง แต่ที่จริงใจจริงเราเคยคุยกันว่า เราอยากแต่งแบบเล็ก ๆ ที่มีเฉพาะครอบครัวและเพื่อน แต่ว่าก็ต้องมาคุยกันอีกทีนึงว่าจะเป็นยังไงดี แต่ว่ายังมองภาพนั้นอยู่”
อย่างเรื่องลูกได้ไปฝากไข่มาไหม?
“ไปฝากไข่แล้ว การฝากไข่ตั้งแต่อายุ 29 คือเมื่อก่อนการฝากไข่บางคนก็จะมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องน่าอาย แต่สำหรับตาล ตาลมีความรู้สึกว่าไม่เลย มันเหมือนเป็นการซื้อประกันให้กับลูกเราในอนาคตมากกว่า คือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น และยิ่งในภาวะความเครียดต่าง ๆ ตาลก็เลยเลือกไปฝาก ตั้งแต่ก่อน 30 เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไปฝากช่วงโควิด แล้ววัคซีนมันใหม่มาก ๆ การวิจัยยังไม่ถึงปีแต่เราต้องฉีดกันแล้ว ก็เลยเก็บไข่ไว้ก่อนดีกว่า และโชคดีมาก ๆ ที่ไปเก็บไว้ เพราะล่าสุดไปตรวจ ไข่เราก็ไม่ได้เท่ากับตอนอายุ 29 แล้ว ถือว่าเป็นหลักประกันในอนาคต คือถ้าเราอยากจะมีลูกขึ้นมาเราก็อยากให้เขาได้สิ่งที่มันดีที่สุดอยู่แล้ว”

ฝากถึงคนคอมเมนต์ที่ช่วยจับตาคู่รักให้เรา?
“ก็ช่วยจับตา แต่ก็เชื่อนักสืบโซเชียล และก็เดี๋ยวนี้มันไม่มีใครหนีความจริงพ้น ต่อให้เราอยากจะปิดบังแค่ไหนถ้ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีและเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ยังไงสักวันนึงก็ต้องโดนเปิดเผยอยู่แล้ว ฝากด้วยนะคะเป็นหูเป็นตา นอกจากเป็นหูเป็นตา ก็ฝากสนับสนุนเราด้วยทั้งสองคน ตอนนี้ยังโอเคอยู่ค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วง ยังรักกันดีค่ะ ขอบคุณค่ะ”
แหม..ยิ่งได้พูดคุยกับสาวน้ำตาลก็ยิ่งรู้สึกว่าการมีความรักที่ดี มีคนที่เสมอต้นเสมอปลายมันดีมาก ๆ และทำให้เราได้แฮปปี้ในทุกวันอีก ยังไงก็ฝากรักและเอ็นดูคู่น้ำตาลไผ่ด้วยนะจ๊ะ.
เรื่อง : สมคิด แซ่คู ภาพ : ig@p_namtarn



