เหมือนชาวบ้านตามแนว ชายแดนไทย–กัมพูชา จะมีความเข้าใจถึงปัญหาความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นกับสองประเทศ มากกว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ และ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งบุคคลทั้งสองร่วมเป็นสักขพยาน ในการลงนามปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา
โดยเฉพาะความเห็น คนส่วนใหญ่ ในพื้นที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งสื่อบางสำนักไปพูดคุยด้วย ต่างไม่เห็นด้วย กับการกระทำของประธานาธิบดีสหรัฐที่เข้ามา แทรกแซงประเทศไทย และควรแยกประเด็นเรื่องภาษี กับความมั่นคงชายแดนออกจากกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ ทั้งผู้นำมาเลเซีย และ ผู้นำสหรัฐ หยุดเข้ามาแทรกแซงเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา
ควรให้สองประเทศคู่กรณี เป็นฝ่าย หาข้อยุติกันเอง อีกทั้งมองว่าการเจรจาตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา มีการเจรจาตกลงมาแล้วกี่รอบ ฝ่ายกัมพูชา ไม่เคยปฏิบัติตาม ข้อตกลงเลยสักครั้ง และอยากให้รัฐบาลจริงจัง มีความเด็ดขาด ในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น เพื่อที่ชาวบ้านแนวชายแดน จะได้ไม่ต้องอาศัย อยู่แบบหวาดผวา
ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีเสียงสะท้อน ออกมาจากคนไทย เพราะหลังจากการลงนาม สัญญาสันติภาพ 4 ข้อได้ไม่นาน กลับเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหาร ชุดลาดตระเวนเหยียบกับระเบิด ที่ช่องตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งถือเป็นนายทหารรายที่ 7 ที่ต้องสูญเสียขา โดยเป็นระเบิดชนิด PMN-2 นั้น ที่มีสภาพใหม่ ไม่เป็นสนิม
ถูกฝังอย่าง เป็นแนวต่อเนื่อง ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย ซึ่งไม่ใช่จุดที่เคยมีทุ่นระเบิด ตกค้างมาก่อน จึงถือเป็น “การลักลอบวางใหม่” จากนั้น “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ตัดสินใจระงับ ปฏิญญาสันติภาพ โดยเรียกประชุม สมช. มีมติระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาไว้ก่อนทั้งหมดทุกข้อ และยุติการ ส่งเชลยศึก 18 คน ให้กับกัมพูชา พร้อมทั้งระบุว่าสันติภาพมันจบลงแล้ว
นอกจากนี้ ทหารกัมพูชา ยังยั่วยุต่อ ด้วยการยิงอาวุธสงคราม เข้ามาในพื้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว แต่รัฐบาลฮุน มาเนต กลับอ้างว่า ฝ่ายไทย เป็นคนเปิดฉากยิง พร้อมกับออกแถลงการณ์ประณามฝ่ายไทย และเปิดเผยด้วยว่า เหตุดังกล่าวทำให้พลเรือนชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน ซึ่งในที่สุดก็มีบทพิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง โดยมีคำยืนยันจากนายแพทย์กัมพูชา
ขณะที่ความเห็นจาก “รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อท่าทีและ มาตรการของรัฐบาลไทย ในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาว่า แม้อาจไม่ทันใจผู้ที่ต้องการเห็นการตอบโต้แบบดุเดือดเปิดฉาก รบจบในวันเดียว แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินอยู่เป็นกระบวนการที่มีความละเอียดรอบคอบ มีเหตุผลรองรับ เป็นแนวทางที่สอดรับกับหลักการ เพื่อรักษาสันติภาพ
และที่บอกว่าการโต้ตอบของรัฐบาลเหมาะสม เพราะว่าการประกาศ ยกเลิกปฏิญญา ที่เคยลงนามไว้ คือสัญญาณชัดเจนว่าไทยจะกลับมาแก้ปัญหาชายแดนด้วยตนเอง โดยไม่เปิดช่องให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งสะท้อนหลักการพื้นฐานของรัฐอธิปไตยว่าความเป็น อิสระของชาติ ต้องมาก่อนทุกอย่าง
เช่นเดียวกับ “แม่ทัพกุ้ง” พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษา ผบ.ทบ. และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ตอบคำถามสื่อ เห็นด้วยกับการระงับ ปฏิญญา 4 ข้อ ที่เซ็นร่วมกันที่มาเลเซียหรือไม่ว่า น่าจะเหมาะสม เพราะ เราสูญเสียกำลังพล ต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจ ในส่วนที่เราโดนกระทำ ต้องมีการตอบโต้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว นอกจากการประท้วงด้วยเอกสาร
ดังนั้นการที่ นายอนุทิน แจ้งกับ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายกฯมาเลเซีย ว่า การที่กัมพูชา ไม่เคารพต่อปฏิญญา และไม่ยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารไทย ได้รับบาดเจ็บ และ ต้องสูญเสียอวัยวะ ในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนชาวไทยหมดความมั่นใจ และความเชื่อถือ ต่อรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งจะยังผลให้การดำเนินการ ที่จะนำไปสู่การ สร้างสันติภาพ มีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการยึดมั่นในสันติภาพ หมายความว่า ต้องไม่มีความสูญเสีย เกิดขึ้น ทั้งกำลังทหารและชีวิตทรัพย์สินของคนไทย.
“เขื่อนขันธ์”



