ทั้งนี้ เส้นทางและแง่คิดชีวิตของคุณครูคนนี้มีเรื่องราวน่าสนใจ และน่าค้นหาไม่น้อย ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้ให้มากขึ้น…

จิตรลดา นพรัตน์ศิริกุล” หรือ “ครูปลา” ปัจจุบันอายุ 32 ปี รับราชการตำแหน่ง ครูชำนาญการ อยู่ที่ โรงเรียนบ้านดอนกกโพธิ์ค่ายเสรีวิทยา อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยเธอเป็นครูสอนเด็ก ๆ ชั้นปฐมวัยมาได้ประมาณ 8 ปีแล้ว โดยชีวิตวัยเด็กของคุณครูคนนี้นั้น ด้วยครอบครัวมีรายได้ไม่ค่อยเพียงพอ คุณพ่อมีอาชีพเป็นพนักงานขับรถของธนาคารแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณแม่เป็นแม่บ้าน กับรับงานมาทำที่บ้าน จึงมีรายได้ไม่มากนัก ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่มีลูก ๆ ถึง 3 คน โดยมีเธอและน้องชายกับน้องสาว ทำให้หลังเลิกเรียนแล้วเธอซึ่งเป็นลูกคนโตจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ เธอจึงไป ทำงานร้านหมูกระทะ โดยได้ค่าแรงวันละ 150 บาท เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายตอนไปโรงเรียน ซึ่งงานที่ร้านหมูกระทะนั้นเธอทำทั้งงานเสิร์ฟและงานล้าง โดยอาศัยกินข้าวที่ร้านแล้วจึงกลับบ้าน ซึ่งกว่าจะถึงบ้านก็ประมาณ 5 ทุ่มของทุก ๆ วัน

ครูปลา เล่าว่า จริง ๆ งานรับจ้างหารายได้เสริมเธอทำตั้งแต่ตอนเรียนประถมแล้ว คือการ ทำโบว์กับริบบิ้น และร้อยพวงมาลัย เนื่องจากคุณแม่รับงานมาทำ และในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คุณแม่ก็จะพาเธอไปรับจ้างร้อยพวงมาลัย โดยจะได้เงิน 1 บาทต่อการร้อยมาลัย 4 พวง ซึ่งถือว่าได้เงินน้อยมาก ๆ แต่เธอกับคุณแม่ก็ต้องทำ เพื่อหารายได้จากทุก ๆ ทาง ทั้งนี้ ในช่วงที่เรียนชั้น ม.2 ตอนเธออายุประมาณ 14 ปี ก็มีร้านหมูกระทะมาเปิดใกล้ ๆ บ้าน เธอจึงไปสมัครทำงาน โดยจะทำตั้งแต่ 5 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่มครึ่ง ซึ่งที่เธอดีใจที่สุดคือนอกจากจะได้เงินค่าแรงวันละ 150 บาทและได้กินข้าวที่ร้านแล้ว เจ้าของร้านยังใจดีให้เธอหิ้วกับข้าวกลับมาให้น้อง ๆ กินด้วย โดยเธอทำงานที่ร้านหมูกระทะร้านนี้จนร้านปิดตัวลง จากนั้นก็หันไป ทำงานร้านข้าวต้ม แทน พร้อมกับรับจ้างทำความสะอาดบ้านของคุณครูที่โรงเรียน เพราะคุณครูไม่กล้าให้คนอื่นมาทำ แต่ไว้ใจเธอ

เธอเล่าต่อไปว่า หลังเรียนจบ ม.6 เธอคิดว่าจะไม่เรียนต่อ เพราะตั้งใจจะไปทำงานโรงงานเพื่อส่งน้อง ๆ อีก 2 คนให้ได้เรียน แต่ คุณครูกรรณิการ์ แพน้อย ซึ่งเคยสอนเธอเมื่อตอนชั้นประถม สงสารเธอ และเห็นว่าเธอเป็นคนขยันและตั้งใจเรียน จึงบอกให้เธอกลับไปเรียน โดยคุณครูจะเป็นคนส่งเสียค่าใช้จ่ายให้ จนเธอสามารถเรียนจบระดับปริญญาตรี

ตอนเรียนจบปริญญาตรี เราเข้าไปถามท่านว่า ท่านอยากให้เราตอบแทนยังไงบ้าง ซึ่งท่านก็ตอบกลับมาจนทำให้เราน้ำตาซึม โดยท่านบอกว่า สิ่งเดียวที่อยากจะให้เราตอบแทน คือเรียนจบแล้วไปเป็นข้าราชการ และดูแลครอบครัวให้ได้ แค่นั้นเลย” ครูปลาเล่าถึงเรื่องราวจากความทรงจำพิเศษของเธอที่มีต่อคุณครูท่านนี้ให้ฟัง และยังเล่าให้ฟังอีกว่า ช่วงที่รอรับปริญญานั้น ตั้งใจจะสอบให้ติดข้าราชการครู เพราะฝันอยากใส่ชุดขาวรับปริญญา และอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ แต่อุปสรรคชีวิตก็ยังไม่หมด เพราะช่วงนั้นเองคุณพ่อเริ่มมีปัญหาสายตา ทำให้เวลาขับรถต้องปิดตาข้างหนึ่ง เธอจึงพาคุณพ่อไปหาหมอ แต่ใช้สิทธิรักษาไม่ได้ จะต้องเสียเงินอย่างเดียว เธอจึงฮึดหาวิธีที่จะทำให้คุณพ่อรักษาให้ได้ จึงไม่ออกไปเจอใครเลยเป็นเวลาเกือบ 8 เดือน โดยประมาณตี 1 ก็ตื่นมาอ่านหนังสือถึง 8 โมงเช้าทุกวัน แล้วอาบน้ำไปสอน พอ 5 โมงเย็นกลับมาก็จะอ่านหนังสือถึง 4 ทุ่ม เป็นแบบนี้ทุกวัน จนเธอสามารถสอบครูติด จึงได้ย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านดอนกกโพธิ์ค่ายเสรีวิทยา จ.นครพนม แต่เรื่องความโชคร้ายก็ยังไม่หมด เพราะหลังสอบติดครู คุณแม่ก็เป็นมะเร็ง และจากไปในที่สุด

ในลุคนักการศึกษาเท่ ๆ

ทั้งนี้ สาเหตุที่เลือกเป็นคุณครูปฐมวัย ครูปลา บอกว่า ชอบอยู่กับเด็ก ๆ และชอบทำหนังสือนิทาน ก็เลยคิดว่าเธอเรียนสาขาปฐมวัยน่าจะเหมาะ โดยเธอออกตัวว่า เป็นคนเรียนไม่เก่ง และเธอทำงานกลางคืนด้วย ทำให้บางครั้งจึงมีการขาดเรียนบ้าง โดยเกรดเฉลี่ยเธอก็น้อยที่สุด โดยจบมาด้วยเกรด 2.84 แต่เธอขยัน และเป็นคนเดียวในรุ่นที่สอบบรรจุครูติด ซึ่งเธอสอบได้ที่ 1 จากผู้สมัครสอบ 20 คน “จำได้ว่าตอนนั้นได้เงินเดือน 15,000บาทเท่ากับครูผู้ช่วย แต่ได้อยู่บ้านพักในค่ายทหารปืนใหญ่ ที่ลพบุรี” …นอกจากนี้ครูปลายังเล่าถึงการเลือกเป็น “ครูปฐมวัย” ด้วยว่า ช่วงวัยเด็กเธอไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวเท่าที่ควร เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำงานคนละที่ อีกอย่างอาชีพของคุณพ่อทำให้ต้องไปขับรถต่างจังหวัด ส่วนเธอก็อยู่กับคุณแม่ที่ลพบุรี ทำให้รู้สึกว่าตัวเองขาดไปในหลาย ๆ เรื่อง และไม่ได้มีการปลูกฝังที่ดี เธอก็เลยรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งโตไปเธอจะเป็นครู และขอสอนหนังสือในระดับเด็กเล็ก ๆ ที่เป็นวัยเรียนรู้เลย เพราะเธออยากช่วยเด็ก ๆ

อย่างเช่นถ้าเด็กมีปัญหาเรื่องจิตใจหรือโดนกระทำมา เราก็จะเอาประสบการณ์ชีวิตที่เคยเจอมาปรับใช้เพื่อปลูกฝังเด็ก ๆ ให้มองโลกในแง่ดีขึ้น แล้วก็สอนให้สู้ โดยให้เด็ก ๆ ดูตัวอย่างจากชีวิตของเรา” เธอกล่าวเรื่องนี้ พร้อมกับบอกว่า ทุกวันนี้อยู่กับเด็กแล้วมีความสุขมาก เพราะเด็ก ๆ เขาบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ซึ่งเด็ก ๆ ที่เราดูแลอยู่ส่วนใหญ่จะอยู่กับปู่ย่าตายาย ส่วนพ่อแม่จะไปทำงานต่างจังหวัด หรือไม่ก็เลิกลากันไป” ครูปลาเล่า

ลุคสวยหวานที่ชวนว้าว

และเธอยังบอกถึงความตั้งใจอีกว่า ถ้ามีโอกาสได้ทำงานบริหาร หรือการสร้างครู เธอก็อยากจะนำประสบการณ์ที่มีไปสร้างครูปฐมวัย ให้ทุกคนอดทน รักเด็กด้วยหัวใจ นอกจากนั้นยังอยากสร้างระบบให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งเด็กและครู โดยเธอเผยความตั้งใจว่า อาจสอนอีกสัก 2 ปี แล้วจะลองสอบเป็นผู้บริหารการศึกษา ซึ่งถ้ามีโอกาสก็จะพยายามขับเคลื่อนโรงเรียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งระบบ และถ้ายังมีเวลาก็ขอเลือกที่จะสอนหนังสือเด็ก ๆ ต่อไปด้วย เพราะเป็นงานที่รักมาก

สำหรับเรื่อง “คุณสมบัติครูอนุบาลที่ดี” นั้น ครูปลาบอกว่า หลัก ๆ คือเรื่องสภาวะจิตใจ เพราะการอยู่กับเด็ก ๆ สำคัญมากคือเรื่องอารมณ์ ถ้าแยกแยะปัญหาครอบครัวกับโรงเรียนไม่ได้ก็ไม่สามารถเป็นครูปฐมวัยได้ เพราะเด็ก ๆ เขาไม่รู้เรื่องอะไรกับตัวเรา เขามาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้ ฉะนั้นสภาพจิตใจครูสำคัญมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นครูต้องมีจิตใจที่ดีและยิ้มตลอดเวลา กับต้องพูดคุยกับเด็กด้วยหัวใจ และดูแลเขาเหมือนลูก ซึ่งเด็กวัยนี้กำลังจดจำ ครูเป็นแบบไหน เด็กก็จะเป็นแบบนั้น

กิจวัตรแต่ละวันของครู คือเด็กจะมาแต่เช้า เราก็ต้องฝึกหรือพาเขาทำความสะอาดห้องเรียน และสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียน เด็กอนุบาลก็จะให้เก็บใบไม้ เศษขยะ หน้าอาคารเรียนตนเอง เสร็จแล้วก็ไปกวาดห้อง โดยจะมีครูคอยดูแลอยู่ ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังให้เขาทำได้สะอาด แต่คาดหวังให้เขารับผิดชอบ เขาจะรู้ตารางเวรว่าต้องทำวันไหน ทำอะไร แล้วพอเข้าแถวแล้ว ก็มาทำจิตศึกษาหรือนั่งสมาธิ 40นาทีทุกวัน จากนั้นก็ฝึกทำนิทาน เช่น เอาก้อนหินหรือใบไม้มาวางไว้ ถามเด็กว่าเห็นก้อนหินรู้สึกยังไง เห็นใบไม้รู้สึกยังไง” เธอบอกเล่าถึงภารกิจครูอนุบาล

ส่วนกรณีที่เด็ก ๆ เริ่มเกเร หรือบางคนชอบแกล้งเพื่อน เธอก็จะหาโจทย์มาทำให้เขาได้เรียนรู้ และปรับพฤติกรรม เช่น ถ้าเด็กเอารองเท้าเพื่อนไปซ่อน ก็จะเอาเรื่องราวมาแต่งนิทาน โดยไม่เอ่ยชื่อว่าใครผิด แต่จะบอกว่าเด็กคนที่รองเท้าหายจะได้รับผลกระทบยังไง เพื่อนจะรู้สึกยังไง เพื่อแก้พฤติกรรมเด็กให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ซึ่งหลาย ๆ สิ่งที่สอนเด็ก ๆ ไป โดยเฉพาะหากเป็นการชี้ถึงสิ่งที่ไม่ดี เขาก็จะเอาไปบอกพ่อแม่เขาที่บ้านด้วย …ครูปลาเล่าเรื่องนี้อย่างมีความสุข ก่อนจะบอกอีกว่า นอกจากนี้เธอจะให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากธรรมชาติในโรงเรียน เช่น มีการเลี้ยงเป็ด ไก่ หมู และควาย กับปลูกผักผลไม้ไว้เพื่อกินเองในโรงเรียน โดยครูประจำชั้นแต่ละชั้นจะดูแลแปลงผักของตัวเอง และปลูกผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งเด็ก ๆ จะช่วยกันสลับเวรมารดน้ำ และพอโตเต็มที่ก็จะช่วยกันมาเก็บ แล้วแจกให้เด็ก ๆ นำกลับบ้านไปฝากพ่อแม่ด้วย ซึ่งพอถึงเวลาช่วงนี้เด็ก ๆ จะตื่นเต้นกันมาก

“ครูปลา-จิตรลดา” ขวัญใจลูกศิษย์ตัวจิ๋ว บอกความรู้สึกของเธอทิ้งท้ายไว้ว่า ความประทับใจในการเป็นครูอนุบาล คือการที่เด็ก ๆ เรียกครูว่าแม่ ทำให้เธอย้อนคิดว่า เด็ก ๆ จะต้องรักครูขนาดไหนถึงได้เรียกว่าแม่ ขนาดคุณพ่อเธอได้ดูคลิปขณะสอนเด็ก ๆ คุณพ่อยังน้ำตาคลอเลย จนคุณพ่อถึงกับบอกว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงรักครูได้มากขนาดนี้… “คำพูดนี้ของคุณพ่อทำให้ตระหนักว่า การที่เรามาเป็นครูวันนี้ มันมีคุณค่ามาก ๆ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกตื้นตันใจ จนเราคิดว่า…เราไม่ต้องมีลูกก็ได้…แค่ได้อยู่กับเด็ก ๆ ก็สุขแล้ว”.

ครูปฐมวัย’ ต้อง ‘หัวใจเดียวกับเด็ก’

ครูปลาจิตรลดา นพรัตน์ศิริกุล” ฝากถึงคนที่อยากเป็น “ครูอนุบาล” หรือ “ครูปฐมวัย” ว่า “ต้องมีหัวใจเดียวกับเด็ก” ซึ่งที่มีข่าวทำร้ายเด็กหรือทุบตีเด็ก แสดงว่าครูไม่สามารถแยกแยะภาวะอารมณ์ได้ ซึ่งจริง ๆ ควรต้องมีหัวใจที่รักเด็กเสมือนเป็นลูกของตัวเอง และถ้าใครที่อยากเป็นครูอนุบาล สิ่งที่อยากฝากไว้ด้วยคือ เด็กเขาเพิ่งออกจากครอบครัวมาเจอเรา เป็นวัยเริ่มต้น ดังนั้นพ่อแม่ย่อมต้องคาดหวังกับครูมากที่สุด… เราเคยถามนะ พ่อบางคนเขาก็ยอมรับนะว่าเครียดที่ส่งลูกมาโรงเรียน ส่วนใหญ่มีความกังวล ความกลัว ว่าลูกจะเป็นยังไงบ้าง ลูกต้องเจอกับอะไรบ้าง จะปลอดภัยไหม ฉะนั้นแล้วถ้าอยากมายืนอยูในตำแหน่งครูปฐมวัย เราก็ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกว่าตราบใดที่ลูกเขาเดินเข้าโรงเรียนมา โรงเรียนจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด และครูจะต้องไม่ทิ้งเด็กเล็กไว้ลำพังแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าเขาจะเข้าห้องน้ำหรือกินข้าว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือพลาดได้หมด เพราะกับเด็กช่วงวัยนี้ อันตรายมีรอบด้าน ดังนั้นถ้าเรารักเขาด้วยหัวใจ เสียเวลานิดหนึ่งเดินไปดูเขา แรก ๆ อาจจะเหนื่อย แต่ถ้าเราทำแบบนี้ทุกวันก็จะชินไปเอง”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน