เป็นเสียงจาก สาวสวยที่โด่งดังจาก “วงการคอสเพลย์” ชื่อว่า “มิน-ลักษณา ศรสุทธิ์” เล่าถึงสายตาที่คนภายนอกมองเธอจากรูปลักษณ์ ซึ่งเธอไม่เคยคิดมากกับสายตาเหล่านั้น เพราะเชื่อว่า… ไม่ว่าใครจะคิดยังไง สุดท้ายความสุขก็อยู่ที่ตัวเธอเป็นคนกำหนด โดยวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวของสาวคนนี้มาฝากกัน…

นอกจากตาสวยและน่ารักแล้ว “มิน-ลักษณา” หรือ ที่ชาวคอสเพลย์รู้จักในชื่อ “มินเนะ” และ “Minnexcos” ยังมีจุดเด่นอยู่ที่ “การพูดภาษาอีสาน” ที่สอดแทรกเข้าไปในงานคอสเพลย์ จนเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ทำให้มีแฟนคลับติดตาม ซึ่งที่สาเหตุที่เธอพูดอีสานได้นั้น เพราะครอบครัวเป็นคน จ.ร้อยเอ็ด โดยเธอเป็นลูกสาวคนเล็กของ คุณพ่อ-เสถียรภูมิ และ คุณแม่-จรัศศรี ส่วนพี่ชายชื่อ กิจจา โดย ทั้งนี้ เธอบอกว่า เกิดที่ร้อยเอ็ด แต่ต้องย้ายตามคุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานราชการไปอยู่หลายจังหวัด จนป.4 เธอจึงได้ย้ายกับมาบ้านเกิดที่ จ.ร้อยเอ็ด อีกครั้ง และเรียนที่ โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ตั้งแต่ ม.ต้น จนถึง ม.ปลาย จากนั้นก็สอบติด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันจบปริญญาตรีแล้ว และกำลังศึกษาต่อระดับเนติบัณฑิต “จริง ๆ อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่คิดว่าตัวเองมีความพยายามไม่มากพอ จึงไม่ได้เลือกเรียนทางด้านนั้น แต่มาเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์แทน” มิน เล่าเรื่องนี้

ส่วน “จุดเริ่มต้นการแต่งตัวคอสเพลย์” สาวคนนี้เล่าว่า เริ่มแต่งคอสเพลย์มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้น ม.ต้น แล้ว เพราะรู้สึกชอบ เนื่องจากตอนเด็กเธอชอบการ์ตูนอนิเมะมาก จึงรู้สึกว่าการได้แต่งเป็นตัวละครที่ชอบทำให้รู้สึกมีความสุข ซึ่งถ้าจำไม่ผิดตอนนั้น เธอน่าจะเป็นคนแรกของโรงเรียนที่แต่งคอสเพลย์ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ห้าม ตราบใดที่การเรียนไม่เสีย

ตอนนั้น แต่งเป็นงานอดิเรก แต่เป็นงานอดิเรกที่ต้องใช้เงิน (หัวเราะ) เพราะค่าชุดราคาแพง ซึ่งนอกจากเงินเก็บที่ได้จากพ่อแม่แล้ว ก็ต้องหารายได้เสริม ด้วยการขายโมเดลการ์ตูนอนิเมะ และเรียนรู้วิธีสั่งของจากจีนมาขาย เพื่อเซื้อชุดคอสเพลย์ ซึ่งจากนั้นก็แต่งมาเรื่อย ๆ” มินเล่าเรื่องนี้

พร้อมกับบอกว่า ในอดีตตอนนั้น สังคมของเด็กต่างจังหวัดคอสเพลย์ยังไม่บูม ถ้าหากเทียบกับปัจจุบันนี้ จึงทำให้เวลาที่เธอแต่งตัวเป็นคอสเพลย์ จึงมักจะถูกเพื่อน ๆ บูลลี่ พูดแซว แต่เธอก็ไม่สนใจ เพราะเป็นความสุขที่ตัวเองเป็นคนเลือก ส่วนถ้าถามว่าแต่งคอสเพลย์แล้วทำให้มีความสุขได้อย่างไร มินบอกว่า คอสเพลย์ช่วยทำให้ตัวเธอได้หลุดจากความเป็นตัวเอง เพราะเวลาปกติเวลาไม่ได้แต่ง เธอจะเป็นเด็กนิ่ง ๆ แถมค่อนข้างเงียบด้วยซ้ำ แต่เวลาที่ลุกขึ้นมาแต่งตัวคอสเพลย์ เธอกลับรู้สึกมั่นใจ เหมือนเป็นคนละคน “เพื่อน ๆ ยังทักเลยว่า เวลาแต่งคอสเพลย์ เราเหมือนกลายเป็นคนละคน” มิน บอกเรื่องนี้

กับครอบครัว วันรับปริญญาตรีด้านกฎหมาย

เธอยังบอกอีกว่า จากงานอดิเรกก็เริ่มก้าวมาสู่อาชีพสร้างรายได้ โดยมินบอกว่า แต่งคอสเพลย์เป็นงานอดิเรกมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่เรียนหนักก็เลยห่างหายจากคอสเพลย์ไป จนมาในช่วงโควิด-19 เธอต้องเรียนออนไลน์ จึงทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น ก็เลยคิดจะหารายได้เสริม โดยนำประสบการณ์ที่เคยขายของและสั่งสินค้าจากจีนมาใช้ โดยเริ่มต้นด้วยการขายชุดนักเรียนญี่ปุ่น โดยใช้วิธีรับพรีออเดอร์ เพราะยังไม่มีงบลงทุนเพื่อซื้อของมาสต็อก และด้วยความที่ช่วงที่ขายยังไม่มีคู่แข่ง จึงทำให้มีกลุ่มเน็ตไอดอลและช่างภาพเข้ามาสั่งซื้อดเยอะมาก จนเมื่อเริ่มมีเงิน เธอจึงซื้อของเข้ามาสต็อก แต่ด้วยความที่สต็อกของไว้เยอะ จึงเกิดปัญหาทำให้ขายออกไม่ทัน ก็เลยนำชุดที่ขายมาแต่งและถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏลูกค้านำไปแชร์ต่อ ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักในวงการคอสเพลย์ขึ้นมาในวงกว้าง มินเล่าถึงเส้นทางแจ้งเกิด

ออกกำลังฟิตหุ่นให้เฟิร์มเสมอ

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่มีชื่อเสียงใหม่ ๆ เธอยอมรับว่าสับสนและทำตัวไม่ถูก เพราะจู่ ๆ ก็กลายเป็นที่รู้จักขึ้นมา และจากยอดแฟนคลับที่ติดตาม กับยอดไลก์ที่เพิ่มขึ้นเ สุดท้ายทำให้ติดกับดักชื่อเสียง และกลายเป็นคนที่ต้องทำตามกระแส เพื่อให้คนอื่นชอบ จนสุดท้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง จนเมื่อรู้สึกเหนื่อยจึงกลับมาคิดทบทวนตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชอบแต่งคอสเพลย์เพราะอะไร? จนได้สติกลับมา จึงปรับจูนตัวเองใหม่ โดยกลับมาซื่อสัตย์กับตัวเอง มากกว่าจะทำเพื่อให้ถูกใจทุกคน มินกล่าว

พอตั้งหลักกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้ ก็เลยกลับมาสนุกกับการแต่งคอสเพลย์อีกครั้ง และหลังจากนั้นก็เริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อเข้ามาเยอะขึ้น ทำให้มีทั้งงานในประเทศไทย และไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะติดต่อมาเพื่อให้ไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษตามงานเกมต่าง ๆ ซึ่งในต่างประเทศจะให้คุณค่ากับการแต่งคอสเพลย์มาก ซึ่งงานล่าสุดก็ถูกเชิญไปเป็น Guest งานเกมที่มาเลเซีย”

มินบอกว่า ช่วงแรก ๆ ที่มีงานติดต่อมา เธอยังรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะการแต่งคอสเพลย์ถ่ายรูปลงโซเชียลสามารถแต่งรูปให้ดูเป๊ะได้ แต่พอต้องโชว์ตัวจริง ๆ จึงไม่มั่นใจ โดยเธอยอมรับว่า เคยติดกับดักค่านิยมบิวตี้สแตนดาร์ด ที่ว่าคนแต่งคอสเพลย์ต้องจมูกโด่ง ผิวขาว หน้าอกใหญ่ แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่า แม้จะยังไม่มั่นใจ แต่ก็ไม่อยากปิดกั้นโอกาสชีวิต จึงตัดสินใจสลัดความกลัวทิ้ง ซึ่งต่อมาก็รู้สึกว่าคิดถูก หลังจากเปิดตัวเองออกสู่โลกภายนอก เพราะทำให้ได้พบผู้คนหลากหลาย ทำให้ตกผลึกความคิดว่า จริงแล้วความกดดันที่เกิดขึ้นมาจากความคิดของตัวเราเอง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เป็นข้อคิดที่สาวคอสเพลย์รายนี้ได้ค้นพบ หลังจากสลัดความกลัวใจในของตัวเองออกไป ส่วนจุดเริ่มต้นในการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์นั้น มินเล่าว่า เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่หวนกลับมาแต่งคอสเพลย์อีกครั้ง

อีเวนท์บางส่วนที่ทำ

พอกลับมาเป็นตัวเอง ก็คิดว่าจะทำยังไงที่คนดูถึงจะสนุก ภายใต้กรอบที่ว่าต้องเป็นสิ่งที่เราชอบด้วย ก็เลยลองไอเดียใหม่ ๆ เช่น เอาตัวละครอนิเมะไปทำอะไรที่ตรงข้ามกับภาพจำ เช่น แต่งคอสเพลย์ไปนั่งจกลาบในงานแต่งงาน หรือแม้แต่การเว้าอีสาน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นสไตล์ที่ทำให้คนจดจำเราได้ ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่ได้อยากจะเน้นขายขำ ขายตลก แต่ที่อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คอสเพลย์รุ่นใหม่ ๆ มากกว่า จึงพยายามทำคลิปสลับกับการสอดแทรกเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์เข้าไปในคอนเทนต์ด้วย ไม่ว่าจะวิธีคิด การดูแลตัวเอง เพื่อให้คนที่ดูช่องได้ประโยชน์ด้วย” เป็นจุดมุ่งหมายของสาวคอสเพลย์รายนี้ที่ลุกขึ้นมาทำคลิปและคอนเทนต์ ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์

“ทีมวิถีชีวิต” ได้ถามเธอว่าได้แง่คิดอะไรจากการเป็นคอสเพลย์เยอร์โดย “มิน-ลักษณา” หรือ “มินเนะ” บอกว่า การแต่งคอสเพลย์เป็นศาสตร์หนึ่งที่รวมทักษะหลายแขนงไว้ เรียกว่าถ้าจบสาขาคอสเพลย์ไป คนนั้นก็จะทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะแต่งหน้า ทำผม ตัดเย็บ ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอ นอกจากนี้คนที่แต่งคอสเพลย์ต้องเป็นคนที่ดูแลตัวเอง จึงต้องออกกำลังกาย เพื่อเวลาแต่งตัวเป็นตัวละครที่ชอบจะได้ออกมาเท่และดูดี ส่วน “แนวคิด” ที่ได้จากคอสเพลย์นั้น เธอได้บอกว่า “สิ่งที่เห็นจากโลกใบนี้ที่เราชอบนั้น คือ การแต่งคอสเพลย์บางทีก็ไม่ต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป เหมือนกับชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์เป๊ะ ๆ ทุกเรื่อง เพราะสิ่งสำคัญกว่าความสูบูรณ์แบบ คือการเป็นตัวของตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่...ไม่มีใครจะมาแทนที่ได้”.

ลุคปุยมุ้ยก็มี

หัวใจสำคัญเพื่อเป็นคอสเพลย์ที่ดี

มินลักษณา” สาวคอสเพลย์คนดัง เล่าว่า ไม่ใช่เพราะเรียนจบกฎหมาย จึงเรียนต่อเนติบัณฑิตเท่านั้น แต่เพราะอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ คอสเพลย์รุ่นใหม่เห็นว่า คอสเพลย์เยอร์จะทำอไรก็ได้ เรียนอะไรก็ได้ และอีกสาเหตุเรียนกฎหมายนั้น เพราะเธอเชื่อว่า ความรู้กฎหมายจะเป็นประโยชน์ในอนาคตอย่างแน่นอน ขณะที่ “ความฝันในอนาคต” ที่เธออยากจะทำให้สำเร็จนั้น คือ “การได้แต่งคอสเพลย์ไปท่องเที่ยวทั่วโลก” เธอย้ำความฝันนี้ และเธอยังได้แนะนำ “วิธีเป็นคอสเพลย์เยอร์ที่ดี” ว่า ข้อแรก ต้องมีทักษะที่ดี ข้อสองต้องพัฒนาตัวเองเสมอ ข้อสาม ต้องมีความคิด ข้อสี่ ต้องมั่นใจตัวเอง และข้อสุดท้ายคือ ต้องไม่ติดกับดักบิวตี้สแตนดาร์ด” หรือ “มาตรฐานความสวย” มากเกินไป จนทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เหมือนเช่นเดียวกับเธอที่เคยติดกับดักเรื่องนี้มาแล้ว จนชีวิตปั่นป่วน ทำให้ความสุขของการแต่งตัวคอสเพลย์หายไป อยากแต่งอะไรก็ให้แต่งเลย ขอแค่ตัวเองมั่นใจและมีความสุขก็พอ ดังนั้นไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิดหรือมองยังไง”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน