ใช้งานผิดท่านับสิบ ๆ ปี ที่สุดก็ ‘เจอพิษหมอนรองฯ’
นึกไม่ถึงว่า “หมอนรองกระดูกสันหลัง” จะออกฤทธิ์พิษภัยได้อย่างรุนแรงหนักหน่วง อย่างที่เกิดกับหนุ่มวัย 44 ปีซึ่งเป็นที่รู้จักยอมรับในฐานะ “ช่างภาพอาชีพ” ที่ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีมีผลงานจากมุมมองผ่านกล้องถ่ายภาพเป็นที่ประจักษ์มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเบื้องหลังผลงานโดดเด่นเกิดจากการเล็งหามุมที่เหมาะสมก่อนจึงจะออกแรงกดชัตเตอร์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะต้องย่อเข่า-เอี้ยวตัว-โก้งโค้ง โยกน้ำหนักตัวด้วยท่าทางแบบไหนอย่างไร ก็ไม่เคยพะวง เพียงแต่ลืมไปว่ากล้องคู่ใจที่ใช้ติดมือมาตลอดนั้นมีน้ำหนักถึง 3 กิโลกรัม ยิ่งกว่านั้นอีกคือการช่วยทีมงานขนย้ายขาตั้งโคมไฟถ่ายภาพก็มีบ่อย ๆ ซึ่งเมื่อปฏิบัติต่อเนื่องอย่างนี้หลายปีเข้า ปัญหาตึงก็เกิดขึ้นกับ “หมอนรองกระดูกสันหลัง” สะสมทีละน้อยเรื่อยมาโดยไม่รู้ตัว ประกอบกับที่มีการไปออกกำลังหวดลูกขนไก่ซึ่งก็มีพลาดล้มบ้าง และอะไรอื่น ๆ อีกบ้าง จนทำให้ “หมอนรองกระดูกสันหลังข้อที่ 5 แตกปลิ้นออกจากตำแหน่ง” พร้อมกับของเหลวที่เป็น “เจล” ปลิ้นไป “กดทับเส้นประสาทและออกฤทธิ์รุนแรง” แก่ช่างภาพอาชีพผู้นี้ ผู้มีนามว่า “คุณวุฒิพันธ์” หรือชื่อเล่นว่า “โน้ต” จนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนตัว ไม่ว่าจะอยู่ท่าไหนก็มีแต่ความเจ็บปวดรวดร้าว จนได้รับการนำส่งไปที่ “โรงพยาบาลธนบุรี”ซึ่งหลังได้รับการตรวจวินิจฉัย-รักษาเรียบร้อยแล้ว ได้เผยว่า…

“…อาการตอนเป็นก็คือทำอะไรไม่ได้เลย นอนก็ไม่ได้ เหมือนที่เขาเรียกไฟช็อต มันช็อตมาที่เส้นประสาทจนแสบไปทั้งขาเลยครับ วันแรกก็ฝืนทนไป พอวันที่สองเริ่มนอนไม่ได้ วันที่สามถึงขั้นอัตราเต้นของหัวใจเพิ่มสูง มีเหงื่อแตกเหมือนจะเป็นลมเพราะมันเจ็บมาก ๆ จนต้องเอนนอนอย่างเดียว พอดีได้โทรฯ หารือกับเพื่อนที่รู้เรื่องผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งเขาแนะนำให้รีบไปหาอาจารย์หมอที่ โรงพยาบาลธนบุรี ครับ ญาติก็เลยช่วยกันหามไปหาหมอวันนั้นเลย และได้ตรวจด้วย MRI ซึ่งอาจารย์หมอดูแล้วอธิบายลักษณะอาการที่เกิดขึ้นว่าหมอนรองกระดูกสันหลังข้อที่ 5 น่าจะได้รับแรงกระแทกจนแตกกระจายโดยมีชิ้นส่วนกระเด็นไปซุกที่ซอกกระดูกสันหลังใกล้เคียง และของเหลวที่หุ้มได้กระเด็นไปกดทับเส้นประสาท ควรรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทางเลือกระหว่างผ่าตัดแบบเปิดแผลตามมาตรฐานเดิมที่ยังใช้กันอยู่ทั่วไป กับผ่าตัดแบบส่องกล้องโดยอาศัยเทคโนโลยี เอนโดสโคป โดยเจาะรูสอดอุปกรณ์เข้าไปผ่าตัดแทนเปิดแผลใหญ่ ผมจึงตัดสินใจเลือกแบบส่องกล้องครับ ซึ่งเมื่อผ่าเสร็จวันรุ่งขึ้นผมเดินได้แล้ว โดยไม่รู้สึกอะไรเลย ไอ้ที่เคยปวดก็เหมือนไม่เคยเป็น แต่คุณหมอยังให้ลงน้ำหนักเบา ๆ ก่อนเพราะอาจกระเทือน แล้วก็มีนักกายภาพมาดูแลเวลาเดิน ก้าวขา และให้ลองขึ้นลงบันได ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ก็รู้สึกเป็นปกติดีครับ…”

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนเกี่ยวกับฤทธิ์พิษภัยที่อาจเกิดกับใคร ๆ ก็ได้ระหว่างปฏิบัติภารกิจใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ได้ระวังตัวเวลายกข้าวของหรือขยับเคลื่อนตัวกะทันหัน จนเกิดแรงกระทบกระเทือนถึงหมอนรองกระดูกสันหลังจนเกิดปัญหาใหญ่ถึงกับต้องผ่าตัดเพื่อคืนสู่การใช้ชีวิตได้ปกติ ดังเช่น “คุณโน้ต” ซึ่งยังมีอีกรายที่เกิดปัญหาคล้ายกันมาก และเป็น “เคสยาก” ที่น่าสนใจ ซึ่ง “SMART HOSPITAL” ก็จะนำเสนอกรณีศึกษาจากผู้ผ่าน “ประสบการณ์ตรง” มาแล้วอีก 1 รายครับ…
ผู้ป่วยมักจะ ‘อึ้ง-ผวา’ เมื่อรู้ว่าต้อง ‘ผ่าตัด’ รักษา
คนที่เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยถึงกับต้องไปอยู่ “โรงพยาบาล” มักเกิดอาการ “ขวัญหนีดีฝ่อ” หากได้ยินคุณหมอบอกว่าโรคที่เป็นนี้จะรักษาหายด้วยการ “ผ่าตัด” เท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วยเอง หรือจะเป็นญาติมิตรชิดใกล้อย่างไร ได้ยินแล้วก็ต้องหวาดผวาขาสั่นด้วยกันทั้งนั้น โดยมีตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เจอปัญหา “หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท” ซึ่งมีโอกาสเกิดกับใครก็ได้แม้ว่าจะอยู่ในวัยไม่ถึง 40 ปี และยิ่งสูงวัยก็ยิ่งมีโอกาสเจอได้จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น กระดูกเสื่อม ยกของหนักเกินกำลัง หรือแม้กระทั่งไปเล่นกีฬามาก็ตาม ซึ่งช่วงหลายสิบปีก่อนหน้านี้ผู้ป่วยรายใดที่ไม่อาจทนต่อความปวดรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตก็มักลงเอยด้วยการเข้ารับการผ่าตัดทั้ง ๆ ที่ไม่เต็มใจ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นผลที่ผู้ป่วยบางรายได้เผชิญหลังผ่าตัดโดยต้องพักฟื้นนานเป็นเดือน และมีบางรายที่เคยเดินเหินได้ก่อนผ่าตัดก็กลับต้อง “ติดเตียง” สูญเสียการเดินก็มี จึงเป็น “ภาพจำที่เลวร้าย” ที่ถูกถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาถึงปัจจุบัน วันนี้จึงขอนำกรณีที่เกิดกับ “คุณกิตติภัฏ” วัย 43 ปี ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดปัญหานี้กับตัวเองในขณะที่ใกล้ถึงเวลาพาลูกไปเที่ยวเมืองนอก ซึ่งทำให้ต้องคิดหนัก แต่ด้วยเป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบกับได้ฟังคำอธิบายที่ชัดเจนจากคุณหมอ จึงคลายกังวล และเดินหน้าเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งทำให้ได้รับประสบการณ์กับตัวเองโดยไม่คาดฝันว่าการผ่าตัดในยุคนี้ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดย “คุณกิตติภัฏ” เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ…

“…ตอนแรกผมมีอาการเจ็บตรงสะโพกด้านหลังร้าวถึงต้นขา และพอตื่นขึ้นมาอีกวันก็รู้สึกว่ามันเหมือนกับขาเราไหม้…ไหม้มาก ๆ ปวดแสบปวดร้อนมาก ถึงขนาดเดินก้าวเท้า 2-3 ก้าวก็ต้องนั่งลงแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าต้องไปหาหมอแล้ว แต่ก่อนไปก็ได้ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แล้วก็รู้ว่าน่าจะเกิดจากกระดูกสันหลังไปทับเส้นฯ ก็ค้นหาด้วยเลยว่าจะไปที่โรงพยาบาลไหนดี คุณหมอท่านไหนดี สุดท้ายก็มาที่ โรงพยาบาลธนบุรี ครับ พอมาพบคุณหมอแล้วก็ได้ไปทำ MRI มีผลยืนยันตามที่คาดคือหมอนรองกระดูกทับเส้นฯ ก็ถามคุณหมอว่าจะรักษาอย่างไร คำตอบคือต้องผ่าตัด ก็ตัดสินใจผ่า แต่ได้ถามคุณหมอว่าเชื่อมั่นได้แค่ไหน และจะหายช้าหรือเร็ว คุณหมอก็อธิบายว่ามี เอนโดสโคป ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าคงเป็นการผ่าเปิดหลังเหมือนที่เคยได้ยินมานั่นแหละ ก็รู้สึกกลัว พอได้ยินว่าผ่าตัดก็คิดว่าเรื่องใหญ่แล้วนะ อีกทั้งคุณหมอบอกว่าเคสของผมเป็นเคสที่ยากมาก เพราะเจลปลิ้นออกมาแล้วพุ่งไปไกลมาก ตอนนั้นใจหล่นไปอยู่ข้างล่างแล้วฮะ เอ๊…จะยังไงต่อดีหนอ เพราะมีสัญญากับคุณลูกว่าจะพาไปเที่ยวและจองทุกสิ่งทุกอย่างหมดแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 อาทิตย์ หากต้องผ่าตัด พักฟื้น แล้วก็ต้องพร้อมที่จะเดินทางได้ ไว้ค่อยกลับมาผ่าหลังจากพาลูกเที่ยวดีกว่าไหม คุณหมอจึงอธิบายว่าโดยปกติแล้วคนไข้ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกินอาทิตย์หนึ่งก็กลับไปทำงานได้ ทำให้เริ่มใจชื้น เพราะไม่น่าจะเป็นผ่าตัดใหญ่ แต่จริง ๆ มันก็คือผ่าตัดใหญ่นั่นแหละครับ เพียงแต่มีการใช้เทคโนโลยี มีการใช้กล้อง ทำให้แผลเล็ก เสียเลือดน้อย ก็เลยคุยกับคุณภรรยาว่าโอเค…ผ่าก็ผ่า แล้วก็บอกคุณหมอขอนัดวันผ่า พอหลังผ่าได้อาทิตย์กว่าก็สามารถพาครอบครัวไปเที่ยวได้สบาย ไม่มีปัญหาเลยครับ…”

ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับ “คุณกิตติภัฏ” เพราะหากพาลูกไปเที่ยวก่อนก็ย่อมเสี่ยงเกิดปัญหาปวดรุนแรงขึ้นมา ก็หมดสนุกแน่ ซึ่งต้องขอยก 2 นิ้วโป้งให้กับความก้าวหน้าของ “เทคโนโลยีการแพทย์” ที่ช่วยให้คุณหมอไม่ต้องกรีดเปิดแผลเพื่อใช้อุปกรณ์การแพทย์จัดการต้นเหตุ แต่สามารถ “เจาะรู” ประมาณ 1 เซนติเมตร สอดอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าไป ก็สามารถเห็นตำแหน่งที่เกิดปัญหากับกระดูกสันหลังได้ชัดเจนจากจอรับภาพขนาดใหญ่ ผู้ป่วยก็ไม่ต้องเสียเลือดมากเหมือนผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แผลภายในภายนอกหายไวขึ้น คืนสู่การใช้ชีวิตปกติได้ในเวลาไม่กี่วัน
แพทย์ผู้ชำนาญการฯ ให้ข้อมูล ‘ให้ความกระจ่าง’
มาถึงตรงนี้ก็ต้องพาท่านผู้อ่านมาติดตามข้อมูลที่น่ารู้ น่าสนใจ ได้ประโยชน์ จาก “นพ.ศิรวิชญ์ สุวิทยะศิริ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคทางด้านกระดูกและข้อ” ในฐานะ “ที่ปรึกษาศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี” ที่ได้ดูแลผู้ป่วยทั้ง “คุณโน้ต” และ “คุณกิตติภัฏ” ซึ่งเจอปัญหาใหญ่จาก “หมอนรองกระดูกสันหลังแตก” โดยมีชิ้นส่วนที่แตกออกจากตำแหน่งที่ตั้งกระจายไปสร้างปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ… ชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกที่แตกได้กระเด็นไปซุกอยู่ในซอกกระดูกส่วนใกล้เคียง และเจลที่ปลิ้นออกมาได้พุ่งไปกดทับเส้นประสาท คล้าย ๆ กันทั้ง 2 ราย ซึ่ง “อาจารย์ศิรวิชญ์” ได้ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ที่เรียกว่า “การผ่าตัดส่องกล้องแบบเอนโดสโคป” เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดกับคนไข้ทั้ง 2 ราย โดยสามารถเก็บชิ้นส่วนกระดูกที่แตกไปซุกอยู่กับกระดูกใกล้เคียงออกมาได้โดยไม่ต้องตัดกระดูกที่กีดขวางการเก็บชิ้นส่วน พร้อมกับเก็บเจลให้พ้นจากบริเวณที่กดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน โดย “อาจารย์ศิรวิชญ์” อธิบายว่า…

“…หากเปรียบเทียบกับการใช้วิธีผ่าตัดตามมาตรฐานดั้งเดิมเพื่อแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ แพทย์จะต้องกรีดแผลยาวที่หลังคนไข้ซึ่งจะส่งผลให้ชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อคนไข้ได้รับบาดเจ็บ มีการเสียเลือดมากจากแผล ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์ นอกจากนั้นแพทย์ยังไม่อาจเลี่ยงทำการตัดกระดูกให้พ้นการกีดขวางการเก็บเศษชิ้นส่วนกระดูก ซึ่งเมื่อตัดกระดูกบางส่วนแล้วอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกที่คงอยู่ จึงต้องดามด้วยโลหะเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกในบริเวณนั้นด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อระยะเวลาในการฟื้นตัวของผู้ป่วยโดยไม่อาจเลี่ยงได้ครับ…”

ขอแสดงความขอบคุณมายังทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความสนใจติดตาม “SMART HOSPITAL” ครับ
หมอฝั่งธน




