ในปีนี้เรียกได้ว่า คนไทยโดนปัญหานี้ไล่ถล่มตั้งแต่เหนือจรดใต้ ดังที่เห็น ๆ กัน หากมองย้อนกลับไปนับเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 2532 บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างก็มองเห็นตรงกันว่า “น้ำ” ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือ ตัวแปรที่ “ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ” ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องนี้ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยสะท้อนไว้ในรายงาน “โครงการรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย: ทรัพยากรน้ำกับการพัฒนาเศรษฐกิจ” ว่า…ประเทศไทยเผชิญกับภัยพิบัติด้านน้ำที่รุนแรงและฉุดรั้งเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2532 หรือกว่า 3 ทศวรรษ แล้ว


ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ดร.อภิณห์ วรวิวัฒน์
และกับอีกปมปัญหาสำคัญก็คือ “ภาครัฐมักมองข้ามมูลค่าของน้ำ” ทั้งที่มีข้อเสนอเชิงเศรษฐศาสตร์ที่นักวิชาการพยายามผลักดันให้เรื่องนี้บรรจุเป็น “เป้าหมายหลักในแผนพัฒนาประเทศ” และเสนอแนะให้รัฐสร้างแนวทางการบริหารจัดการภายใต้หลักการ “เพิ่มผลิตภาพของน้ำ (Water productivity)” เพื่อแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างเป็นองค์รวม
แต่ที่น่าสนใจและกลายเป็นคำถามคาใจหลายคน… ข้อเสนอเหล่านี้กลับไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง?? จนนำสู่ “วังวนภัยพิบัติน้ำ” ที่ยังเป็นวงจรซ้ำ ๆ
ทั้งนี้ อีกปัจจัยที่ตรึงไทยไว้กับ “กับดักภัยน้ำซ้ำซาก” มาจากการพยากรณ์ และธรรมชาติที่เปลี่ยนไป โดยในขณะที่เศรษฐกิจเกิดความเสียหายเชิงโครงสร้าง ในทางเทคนิคไทยก็กำลังเผชิญทางตันเช่นกัน โดย ดร.อภิณห์ วรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้วิเคราะห์และสะท้อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา มธ. ไว้ว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้การรับมือล้มเหลว คือ “ความท้าทายในการพยากรณ์น้ำระยะยาว”
สำหรับปัจจัยเรื่องนี้ ดร.อภิณห์ ชี้ว่า… แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะล้ำหน้า หรือมี AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์ แต่ความแม่นยำในการทำนายผลกระทบระดับเดือนหรือปียังมีข้อจำกัดสูง ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วย “ปัจจัยที่ควบคุมยาก” เช่น สภาวะโลกร้อน ที่ทำให้อากาศกักเก็บน้ำได้มากขึ้น จนทำให้ฝนตกหนักรุนแรงขึ้น กับเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ทำให้แบบแผนการไหลของน้ำเปลี่ยนทิศทางจนยากที่จะคาดเดา ทั้งหมด ยิ่งส่งผลต่อการรับมือภัยน้ำในภาพรวมของประเทศไทย ทั้งปัญหาน้ำท่วม รวมไปถึงปัญหาน้ำแล้ง ส่งผลให้ “เกิดวงจรวิกฤติน้ำวนเวียนไม่จบ”
ขณะที่ “ข้อเสนอแนะ” และ “ทางออกระยะยาว” นั้น เรื่องนี้นักวิชาการของ มธ. ชี้ว่า… ท่ามกลางความพยายามใช้เทคโนโลยีและดาวเทียมเข้าช่วยเพื่อรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ กรณีนี้ทางออกที่ยั่งยืนอาจจะต้องย้อนกลับไปสู่จุดสามัญ ด้วยการ “ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ” ที่อาจจะเป็น “ทางแก้ที่ดีที่สุด” และ “มีประสิทธิภาพที่สุด” ในการตัดวงจรวิกฤติน้ำซ้ำซากที่เป็นอยู่ เนื่องจาก “ป่าเปรียบเสมือนฟองน้ำธรรมชาติ” ซึ่งเป็นกลไกที่เทคโนโลยีใด ๆ ก็ทดแทนไม่ได้
นอกจากนั้น ดร.อภิณห์ ยังเสนอไว้ว่า… หากต้องการจะออกจากวงจรนี้ให้ได้จริง ๆ ไทยจำเป็นต้องหยุดมองปัญหาแบบแยกส่วน และหันมาจัดการน้ำในหลายมิติ ขณะที่คำถามสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น ไม่ใช่คำถามที่ว่า “เรามีวิธีแก้ไหม?” แต่คือคำถามที่ว่า… “เมื่อไหร่เราจะหยุดวงจรที่สูญเปล่านี้ และลงมือทำในสิ่งที่ควรทำเสียที?” ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้อีกคำถามอื้ออึงที่ดังมาจากรอบทิศทั่วไทยได้มลายหายไป นั่นคือคำถามที่ว่า…
“ทำไมไทยแก้ภัยน้ำซ้ำซากไม่ได้??”.



